Categories
การท่องเที่ยว

วิถีสโลว์ไลฟ์ ชมทุ่งนาขั้นบันได ที่ปู่หลุง

ถ้าคุณมีวันหยุดยาวสำหรับที่จะเที่ยวพักผ่อนสักช่วงเวลาหนึ่ง แล้วคุณรู้สึกเบื่อกับชีวิตวุ่นวายในเมืองใหญ่ หรือความวุ่นวายของผู้คนในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่าง ๆ อยากจะหลบความวุ่นวายเหล่านั้นออกไปหาที่สงบ ๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันเขียวขจี ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ตามแบบวิถีของผู้คนพื้นถิ่นแล้วละก็ เขตอนุรักษ์ธรรมชาติปู่หลุง (Pu Luong Nature reserve) แห่งนี้ จะทำให้คุณได้รับการพักผ่อนที่คุณปรารถนาอย่างแน่นอน

เขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งนี้ ตั้งอยู่ห่างจากฮานอยออกไปประมาณ 180 กิโลเมตรทางตอนเหนือ เพียงชั่วระยะการเดินทางไม่กี่ชั่วโมง แต่ความเงียบสงบของที่นี่กับความวุ่นวายในเมืองอย่างฮานอย แตกต่างกันราวกับอยู่คนละประเทศ เมื่อคุณเดินทางมาถึง คุณจะพบกับทัศนียภาพอันสวยงามของที่นี่ อันประกอบไปด้วยภูเขาหินปูน หมู่บ้านตามชนบทแบบดั้งเดิม และการทำนาแบบขั้นบันไดของผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ช่างเป็นที่ ที่เหมาะแก่การซ่อนตัวจากความวุ่นวายของโลกภายนอกยิ่งนัก

เริ่มต้นด้วยการเข้าพักในโฮมสเตย์ของผู้คนในท้องถิ่น อันจะทำให้คุณได้สัมผัสกับวิถีชีวิตตามแบบของพวกเขาจริง ๆ ซึ่งชนกลุ่มน้อยในพื้นที่แถบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชนเผ่าม้งและไทดำ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นมิตรและพร้อมจะต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนเป็นอย่างดี ได้พักผ่อน ได้ใช้ชีวิตตามแบบที่ผู้คนเหล่านี้อยู่กันมาหลายรุ่น แล้วยังได้กินอาหารสด ๆ จากฟาร์มในพื้นที่ ประกอบขึ้นเป็นอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนแถบนี้ เพื่อเติมพลังให้กับร่างกาย ก่อนจะออกไปสัมผัสกับกิจกรรมต่าง ๆ บนพื้นที่อันสวยงามของปู่หลุงได้อย่างเต็มที่

กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อมาเยือนเขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งนี้คือกิจกรรมชมไพรในแบบต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากคุณคือนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้นิยมไพรอยู่แล้ว คุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน โดยคุณสามารถเลือกการชมไพรได้โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุดอย่างการเดินป่า หรือถ้าจะให้เหนื่อยน้อยหน่อยอาจเดินทางด้วยการปั่นจักรยาน บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร และไร่นาของชาวบ้านจะเป็นทัศนียภาพอันสวยงามให้คุณตลอดการเดินทาง นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกการเดินทางเพื่อชมไพรทางน้ำได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือคายัค หรือการล่องแม่น้ำด้วยแพไม้ไผ่ เพื่อชมธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่นที่ยังคงใช้ชีวิตตามแบบฉบับดั้งเดิมของตนอยู่ ก็เป็นทางเลือกที่แสนจะเพลิดเพลินอยู่ไม่น้อย

ถ้าชีวิตในเมืองใหญ่ ทั้งการแย่งกันเดินทาง แย่งกันกิน แย่งกันใช้ รวมไปถึงหน้าที่การงาน ทำให้คุณเครียดไปกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน แล้วอยากจะพักผ่อนเพื่อชาร์ตพลังงานให้กับชีวิต ลองหลบปัญหาเหล่านั้น มาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ที่เขตอนุรักษ์ธรรมชาติปู่หลุง ลองใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เพื่อขจัดความเครียดต่าง ๆ ออกไปจากร่างกายและจิตใจ เพื่อกลับไปสู้กับหน้าที่การงานและความวุ่นวายในเมืองได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง

เครดิตภาพ : https://www.volopolo.com/photos/amazing-places/pu-luong-nature-reserve-vietnam/

Categories
การท่องเที่ยว

บาเบ๋ ความเงียบสงบของทะเลสาบที่สวยติดอันดับโลก

เวียดนามได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม จนติดอันดับโลกหลายต่อหลายแห่ง และถ้าจะพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแล้วนั้น ทะเลสาบบาเบ๋ ในอุทยานแห่งชาติบาเบ๋ (Ba Be National park) ก็คือหนึ่งในสิบทะเลสาบที่สวยที่สุดของโลก ดังนั้นหากคุณคือคนที่รักธรรมชาติ การมาเยือนเวียดนาม จะต้องบรรจุทะเลสาบแห่งนี้เข้าไปในแผนการเดินทาง โดยด่วนเลย

อุทยานแห่งชาติบาเบ๋ ตั้งอยู่ห่างจากกรุงฮานอย ออกไปประมาณ 200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว ๆ 4-5 ชั่วโมง ชื่อของบาเบ๋ หมายถึง “สามทะเลสาบ” ในภาษาของชนเผ่าไต อันเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ของประเทศ โดยมีตำนานกล่าวไว้ว่า ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากความพิโรธ ของมังกร ที่จำแลงกายลงมาเป็นหญิงชราที่น่ารังเกียจ เพื่อลองใจมนุษย์ แต่กลับโดนผู้คนขับไล่ด้วยความรังเกียจ นอกจากหญิงม่ายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับลูกชาย ต้อนรับขับสู้หญิงชราคนนั้นอย่างดี หญิงชราคนนั้นจึงกลายร่างกลับเป็นมังกร และสาบให้พื้นที่ในหุบเขาแห่งนี้ ให้กลายเป็นทะเลสาบดังเช่นปัจจุบัน และมีเพียงหญิงม่ายกับลูกชายที่รอดตาย และมังกรยังได้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อเพาะปลูกหล่อเลี้ยงผู้คนสืบไป

เมื่อคุณมาถึงอุทยานแห่งชาติบาเบ๋ คุณจะได้พบกับ บรรยากาศอันเงียบสงบ ของทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ซึ่งทอดกายอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เขียวขจีไปด้วยแมกไม้อันอุดมสมบูรณ์ มีที่พักโฮมสเตย์ ที่ติดริมฝั่งทะเลสาบ ซึ่งสามารถแขวนเปลพักผ่อนริมน้ำเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศ ของธรรมชาติ และออกไปพายเรือในทะเลสาบเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม ในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวได้อีกด้วย หรือจะล่องเรือออกไปเพื่อตกปลาเพลิน ๆ ในแบบที่คุณชอบก็ได้อีกเช่นกัน

นอกจากบรรยากาศอันเงียบสงบของทะเลสาบแล้วที่นี่ ยังมีสถานที่อื่น ๆ ให้ได้เที่ยวชมอีกด้วย โดยการว่าจ้างเรือของคนในพื้นที่เพื่อล่องไปตามทะเลสาบ เพื่อชมถ้ำที่สายน้ำไหลลอดอุโมงค์ถ้า ออกไปสู่ปลายสายน้ำที่เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ และได้สัมผัสกับตลาดขายของแบบวิถีชุมชนท้องถิ่น ที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยว ด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตร และอีกหนึ่งสถานที่สำคัญ คือการไปขอพรที่วัดอ๋านมา ที่เชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของหญิงม่าย ที่ต้อนรับมังกรนั่นเอง ทำให้ผู้คนที่นี่ ตั้งวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อระลึกถึงความดีของนาง และผู้คนที่นี่จะจัดงานเพื่อแสดงความเคารพบูชาและขอพรจากนางเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

ทะเลสาบบาเบ๋ ยังคงรักษาไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ และความสวยงามของธรรมชาติ รอให้ผู้คนที่ชื่นชอบในธรรมชาติมาเยี่ยมเยือน สัมผัสกับบรรยากาศเหล่านี้ และด้วยตำนานการเกิดทะเลสาบแห่งนี้ที่กล่าวมาข้างต้น มันอาจจะเป็นเรื่องปรัมปราที่ไม่น่าเชื่อเกินจริงไป แต่กุศโลบายที่แฝงไว้สู่ผู้คนในพื้นที่รุ่นหลังต่อมาคือ การต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือนด้วยความเป็นมิตรนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อคุณมาเยือนที่นี่ สิ่งหนึ่งที่จะได้กลับไป คือความประทับใจจากความเป็นมิตรของผู้คนที่นี่อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://th.tripadvisor.com/Attraction_Review-g6582231-d2503109-Reviews-Ba_Be_National_Park-Nam_Mau_Bac_Kan_Province.html

Categories
การท่องเที่ยว

ฮอยอัน แดนเนรมิตกับราตรีที่สว่างไสว

                ฮอยอันเป็นหนึ่งในเมืองน่าเที่ยวของประเทศเวียดนาม ทั้งเรื่องอาหารการกินสตรีทฟู้ดที่ดังขึ้นชื่อ ได้รับประทานอาหารริมน้ำการดื่มเบียร์ วัฒนธรรมการลอยกระทงใบจิ๋วล่องเรือชมวิถีชีวิต กระทั่งบรรยากาศที่แสนโรแมนติก รวมไปถึงเขตเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก จากวันปกติที่น่าเที่ยวอยู่แล้ว พอยิ่งเป็นเทศกาล Hoi An Lantern Festival ระดับความน่าสนใจก็พุ่งปรี๊ดจนต้องรีบจองตั๋ว เก็บกระเป๋าสะพายกล้องแล้วออกเดินทางทันที

เทศกาลโคมไฟฮอยอัน

                ทุกวันที่ขึ้น 15 ค่ำของทุกเดือน ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ เมืองเก่าฮอยอันจะถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล ด้วยเสียงดนตรีจากเครื่องเล่นพื้นบ้าน กลิ่นหอม ๆ ของธูปและเทียน เสียงเอ่ยขานของบทกวี กระทงกระดาษใบน้อยในแม่น้ำทูโบน และแสงสว่างจากโคมไฟนับร้อยพันที่รวมตัวกันเปล่งประกายเฉิดฉายต่อหน้านักท่องเที่ยวจำนวนมาก

                บรรยากาศของงานยังคงไว้ซึ่งความขลังในการเคารพบูชาบรรพบุรุษ มีการเต้นรำตามจังหวะเพลง และพระจันทร์เต็มดวง ที่ส่องสว่างแข่งกับบรรดาโคมไฟและเปลวเทียนจากกระทงกระดาษตามแม่น้ำทูโบน โดยที่ชาวบ้านไม่เปิดไฟกันสักดวง ทว่าแสงสว่างก็มีมากเพียงพอจะทำให้หลงใหลไปกับทิวทัศน์ตรงหน้า ถ้าได้ชุดอ่าวหญ่ายมาใส่แล้วถ่ายรูปคู่กันคงดีไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ในวันเทศกาลโคมไฟนี้จะไม่มีรถรามาวิ่งผ่านให้กวนใจ เพราะมีการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวแบบครบครัน

ลอยเปลวไฟไปกับกระทงกระดาษ

                อีกหนึ่งไฮไลท์ของเทศกาลโคมไฟฮอยอันที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือการลอยกระทงกระดาษ ถึงแม้จะมีกระทงกระดาษให้ลอยกันทุกวันอยู่แล้ว แต่ในวันพระจันทร์เต็มดวงซึ่งเป็นวันจัดเทศกาลโคมไฟ เหล่ากระทงกระดาษใบน้อยก็ยิ่งครึกครื้นกันมากกว่าเดิม เพราะบรรดานักท่องเที่ยวเองก็นิยมซื้อกระทงมาลอยเช่นกัน ซึ่งการจะหากระทงกระดาษมาลอยก็ไม่ใช่เรื่องยากเสียด้วย เพราะมีเหล่าพ่อค้าแม่ขายเดินอยู่ทั่ว ๆ ไป กระทั่งมาเสนอขายให้อยู่บ่อย ๆ ราคาไม่แพงนัก และยังสามารถต่อรองได้อีกด้วย

                กระทงกระดาษนั้นจะลอยไปตามแม่น้ำทูโบน ซึ่งถือเป็นแม่น้ำที่สำคัญมาก เพราะเปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดของฮอยอัน ที่สืบทอดวิถีชีวิตของผู้คนมาช้านาน ว่ากันว่าน้ำมีความทรงจำ ฉะนั้นแล้วแม่น้ำสายนี้ก็เหมือนกลั่นความรู้สึกตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันของชาวฮอยอันไว้ในทุกหยาดหยด ที่ถ้าหากอยากนั่งเรือชมแม่น้ำและริมฝั่งทั้งสองก็มีบริการให้ได้เสพเสน่ห์และกลิ่นอายของฮอยอันได้อย่างเต็มอิ่ม

                เทศกาลโคมไฟฮอยอันทำให้การท่องเที่ยวของเวียดนามครึกครื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะช่างเป็นเทศกาลที่มีเอกลักษณ์ ทั้งยังงดงามและน่าประทับใจ แสงสีหลายหลากของขบวนโคมไฟ กับแสงน้อย ๆ จากกระทงกระดาษที่ลากยาวไปตามแม่น้ำทูโบน ดนตรีและการละเล่นต่าง ๆ ของชาวบ้านผู้เป็นมิตร และมีมุมสวย ๆ มากมายที่เป็นมิตรต่อเลนส์กล้องอย่างถึงที่สุด

Categories
การท่องเที่ยว

ทะเลสาบแห่งความเศร้า กับหุบเขาแห่งความรัก

                ที่เวียดนามถือว่าเป็นประเทศที่ตั้งชื่อสถานที่ท่องเที่ยวได้น่ารักมาก โดยเฉพาะสองที่นี้ที่อยู่ในดาลัดด้วยกันทั้งคู่ ฟังดูแล้วเหมือนตั้งมาเพื่อกันอย่างไรอย่างนั้น แถมเรื่องราวของสองแห่งนี้ก็สอดคล้องกันอย่างดี ฉะนั้นเมื่อได้ก้าวเข้ามาแล้ว กลิ่นอายของความรักกับความเศร้าก็ตีคลุ้งกันตลบอบอวล

หุบเขาแห่งความรัก

                เป็นหุบเขาที่เสมือนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีฉากถ่ายรูปต่าง ๆ (ซึ่งบางที่ก็เสียเงินถ้าหากเผลอลั่นชัตเตอร์ไป ต้องดูกันให้ดีเสียก่อน) มีจุดขายของที่ระลึก มีกิจกรรมให้ทำ เช่น ปั่นจักรยาน ขี่ม้า หรือเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมของคู่รักหนุ่มสาว แถมยังมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า สถานที่แห่งนี้เป็นจุดพบรักของสาวชาวดาลัดกับทหารหนุ่ม ทว่าวันหนึ่งเมื่อการรุกรานของจีนมองโกเลียทำให้ทหารหนุ่มต้องออกปฏิบัติหน้าที่ ทั้งคู่จึงสัญญากันไว้ว่าเมื่อฝ่ายชายกลับมา ก็จะได้แต่งงานกัน แต่แล้วทหารหนุ่มกลับไม่ได้มาตามนัด สาวดาลัดจึงตัดใจ โดดหน้าผาไปเพราะทนความโศกเศร้าที่คิดว่าเสียคนรักไปไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เมื่อทหารหนุ่มกลับมาจากสนามรบและได้ทราบข่าวการจากไปของหญิงสาว เขาจึงฆ่าตัวตายตามไปอย่างสงบชาวดาลัดบางคนจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ดอยสองศพ”

                ที่เป็นจุดเด่นของที่นี่เลยก็คือสถาปัตยกรรมสไตล์เทพนิยายยุโรป บวกกับพืชพรรณไม้นานาชนิด แต่ก็อย่างที่เตือนกันไปแล้วตั้งแต่ต้นว่าส่วนใหญ่จะมีป้ายเก็บเงินติดไว้อยู่ ถ้าใครไม่ติดอะไรก็ลุยได้เลย เพราะมันก็สวยน่าประทับใจสมราคาจริง ๆ

ทะเลสาบแห่งความเศร้า

                เป็นทะเลที่อยู่ตรงกลางและถูกห้อมล้อมด้วยหุบเขาแห่งความรักอีกที ว่ากันว่าที่ได้ชื่อนี้มาเป็นเพราะว่าเมื่อลมพัดผ่านจนได้ยินเสียงหวีดหวิวจากด้านล่าง จะทำให้รู้สึกเศร้าและนึกถึงคู่รักที่หุบเขาแห่งความรัก แต่ก็น่าแปลกที่สถานที่แห่งนี้ก็ยังได้รับความนิยมจากเหล่าคู่รักเช่นกัน เพราะมีกิจกรรมล่องเรือชมทิวทัศน์อันสวยงาม

                หรืออีกตำนานก็เล่ากันมาว่าทหารหนุ่มกับหญิงสาวบอกลากันที่แม่น้ำแห่งนี้ และสัญญาว่านายทหารจะกลับมาในวันประกาศชัยชนะ ทว่าหญิงสาวได้รับข่าวสารที่ผิดมา เธอจึงตัดสินใจปลิดชีวิตของตนโดยการกระโดดลงน้ำ เพื่อยืนยันความซื่อสัตย์ในความรัก เมื่อนายทหารกลับมาและได้ทราบข่าว เขาจึงกระโดดลงน้ำตายตามกันไปด้วย

                จุดเด่นที่น่าสนใจของสถานที่ท่องเที่ยวหลาย ๆ แห่งมักจะมีเรื่องราวที่ผูกติดกันมาเสมอ น่าสนใจว่าสถานที่สองแห่งในดาลัดนี้มีความเกี่ยวเนื่องกันจนเป็นจุดขายที่ขายได้ ถึงแม้ไม่ใช่สถานที่กว้างใหญ่นัก แต่ทั้งหุบเขาแห่งความรักและทะเลสาบแห่งความเศร้าก็มักจะมีนักท่องเที่ยวไหลเวียนเข้ามาเยี่ยมชมอยู่เสมอไม่ขาด เพราะเป็นที่ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ถ้าหากมากันเป็นครอบครัวใหญ่ก็สามารถเดินทอดน่องชมวิวได้อย่างสบาย ๆ

Categories
การท่องเที่ยว

“อุโมงค์กู๋จี”อาวุธลับที่ชาวเวียดกงใช้ในฐานะผู้ชนะสงคราม

                สมัยที่สหรัฐอเมริกาเข้ามารบในสงครามเวียดนาม ชาวเวียดกง (แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามใต้) มีไม้ตายที่ไว้สู้รับกับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งก็คือ “อุโมงค์กู๋จี” ถ้าใครนึกไม่ออก ให้คิดถึงรังมดที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นแต่ละห้อง ๆ แยกกันและมีอุโมงค์เป็นทางเชื่อม แต่อุโมงค์กู๋จีน่าสนใจตรงที่มีทั้งห้องพยาบาล ห้องนอน ห้องครัว แถมยังมีระบบระบายควันเวลาทำอาหารที่โผล่ขึ้นมาจากดินลักษณะคล้ายจอมปลวก และอีกมากมาย ภายในเต็มไปด้วยทหารเวียดกงนับหมื่นคน ปัจจุบันอุโมงค์กู๋จีจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของนครโฮจิมินห์

ประวัติศาสตร์ที่กำหนดโดยการรบแบบกองโจร

                เพราะเวียดนามชนะสงครามที่ยาวนานยืดเยื้อมาถึง 17 ปี แถมฝ่ายที่แพ้ยังคือสหรัฐอเมริกาอีกต่างหาก ถึงแม้เวียดนามเองก็เสียหายมาก คร่าชีวิตประชาชนไปเกือบสามล้านคน แต่การรบแบบกองโจรนี้ก็ยังทำให้อเมริกาล่าถอย ทยอยกลับประเทศจนได้

                การรบแบบกองโจรของชาวเวียดกง คือการวางกับดักไว้ตามพื้นจนลดกำลังทหารของอีกฝ่ายได้ กระทั่งสร้างกลลวงด้วยการใช้รองเท้าแบบกลับด้าน ทำให้ทหารอเมริกาตามรอยได้ยาก อีกทั้งฝาปิดของอุโมงค์มีขนาดแคบเท่าลำตัว ทั้งยังถูกพรางไว้ด้วยกองใบไม้ ทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ถึงจะมีกำลังมากกว่าก็ตาม

อุโมงค์กู๋จี สถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมระดับโลก

เหล่านักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างเฝ้าหวังสักครั้งที่จะได้ไปเยือนสถานที่อันทรงเกียรติที่อุดมไปด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และรอยบาดแผลจากสงคราม ซึ่งมีค่าเข้าชมประมาณ 175 บาทเท่านั้นแต่การเดินชมอุโมงค์กู๋จีไม่ใช่ทางที่สวยงามโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมันทั้งลึก มืด และแคบขนาดที่ว่าต้องโค้งตัวเดิน หรือระดับลึกลงไปอีกก็อาจต้องคลานเอาเลยทีเดียว อีกทั้งอากาศยังไม่ถ่ายเท ในอุโมงค์จึงมีทางออกอยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อให้คนที่ทนไม่ไหวขอออกมาก่อนทั้ง ๆ ที่ความยาวระดับที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม ยาวได้แค่ส่วนเดียวของอุโมงค์เท่านั้น และระดับความลึก ก็ยังเปิดให้ชมแค่ 3 เมตรลงไป ซึ่งถือว่าตื้นที่สุดใน 3 ระดับด้วยซ้ำ

                กระทั่งฝาปิดทางออกก็ยังเล็กและมองดูน่าอึดอัด แถมยังเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่เมื่อได้มาเที่ยวแล้วต้องแชะภาพเก็บกลับไป เพราะเหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่าได้มาเที่ยว และได้สัมผัส รสชาติชีวิตของชาวเวียดกงซึ่งอดทนและพยายามมานับสิบปีจนสามารถนำชัยชนะกลับมาได้ โดยมีแค่หัวมันสำปะหลังต้มเป็นเสบียงเท่านั้น (ซึ่งในการมาเที่ยวที่อุโมงค์กู๋จี เมื่อกลับออกมาแล้ว นักท่องเที่ยวเองก็มีโอกาสได้ชิมอาหารชนิดนี้เช่นกัน)                 เมื่อจบสงคราม บาดแผลที่ยังคงเหลืออยู่อาจมองดูน่าเจ็บปวด แต่ทางรัฐบาลก็พยายามแก้ไขอย่างเต็มที่ อุโมงค์กู๋จีเองก็กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอันเป็นแหล่งรายได้จำนวนมากให้แก่ประเทศ ทั้งยังเป็นเกียรติและใบประกาศให้กับโลกให้เห็นถึงความไม่ย่อท้อ ไม่ยอมถอย ของชาวเวียดกง และกลายเป็นหลักฐานยืนยันการต่อสู้เพื่อชาติเวียดนามสืบไป

Categories
การท่องเที่ยว

5 เมืองในเวียดนามที่น่าเยี่ยมชมไปชิม “เบียร์”

                เบียร์นับว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมสูงตลอดกาล ซึ่งแน่นอนว่าสายดื่มก็คงคุ้นเคยกับเบียร์เวียดนามมาไม่มากก็น้อย เพราะรสชาติดีแถมยังราคาถูก ตลาดเบียร์เวียดนามก็เรียกได้ว่าสร้างกำไรมาก เบียร์คราฟต์ดัง ๆ ระดับโลกของเวียดนามก็ไม่เคยแพ้ใคร แถมนักดื่มผู้รักสุขภาพยังมีมากจนทำให้ตลาดเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ 0% เติบโตขึ้นอย่างมากอีกด้วย ทุกวันนี้การเดินทางจากกรุงเทพฯตรงไปเวียดนามก็ง่ายแสนง่าย ดังนั้นจึงไม่แปลกนักที่ชาวไทยหลายคนจะนิยมตีตั๋วเพื่อไปชิมเบียร์ขึ้นชื่อสักครั้ง

เบื่อร้านที่เคยไป เวียดนามเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ดี

                เวียดนามมีร้านหลากหลายที่กระจายตัวอยู่ที่หย่อมของเมือง อาจเป็นดาวโดดเด่นค้างฟ้า หรือช้างเผือกในป่าที่ต้องลงแรงค้นหาเอาหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีคุณค่าในตัวของมัน ทั้งบรรยากาศโดยรอบ รสชาติของเบียร์นุ่ม ๆ ผู้คนที่จะได้พบเจอในแต่ละที่ กระทั่งวัฒนธรรมการกินดื่ม หรือการร้องเพลง ล้วนแล้วแต่แตกต่างและให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การตามล่าไปดื่มเบียร์หลาย ๆ ที่ก็นับเป็นการผจญภัยหาความสุขเล็ก ๆ ที่ถ้าหากมีเวลาพอก็น่าลองไปสัมผัสกับตัวดูสักครั้ง

จดไว้ไม่เสียหาย เมืองที่เป็นมิตรต่อสายดื่มทั้งหลาย

1.ดานังดานังเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องเบียร์คราฟต์ อีกทั้งยังมีร้านมากมายที่ไว้ให้สำหรับผีเสื้อราตรีทั้งหลายบินโฉบฉวยไปลองสัมผัสดูสักครั้ง ร้านดัง ๆ ติดลมบนก็มีอยู่มาก มีหลายระดับให้เลือกเข้าร้าน ทั้งแบบบาร์บนดาดฟ้า หรือตามตรอกถนน ก็ให้ความรู้สึกต่างกันไปอีกแบบ

2.โฮจิมินห์มหานครโฮจิมินห์ซิตี้ก็ไม่น้อยหน้าเรื่องกินเที่ยวดื่มเช่นกัน และยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบให้มีกิจกรรมในร้านด้วยก็คงยิ่งถูกใจที่นี่ เพราะบางร้านก็มี pool party ให้จิบเบียร์พร้อมนอนเอนหลังดูผู้คนเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ชาวต่างชาติเพียบ นับว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าจดจำทีเดียว

3.ฮานอยร้านที่ฮานอย ส่วนใหญ่จะถูกใจสายฟังเพลง จิบเบียร์ไป ฟังเพลงไปเคลิ้ม ๆ เพราะเค้ามีแยกร้านชัดเจน แนวเพลงทั้งแบบ Jazz หรือ Disco ก็มี เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละร้าน

4.ดาลัดอีกหนึ่งไฮไลท์ของร้านเด็ดร้านดังที่ดาลัด ก็คือโต๊ะพูลที่มีไว้บริการให้ลูกค้าสังสรรค์คลายเครียดกันให้เต็มอิ่ม แถมช่วงมีบอลโลก ก็สามารถมาหาเพื่อนเชียร์ด้วยกันที่ร้านใจกลางเมืองได้ไม่ยาก

5.ฮอยอันบาร์อันดับหนึ่งในใจนักท่องเที่ยวที่ฮอยอันมีลักษณะที่โดดเด่นคือดนตรีสด ที่สุดของความลงตัวที่ผสมผสานระหว่างบรรยากาศ นักดนตรี เพื่อนนักดื่ม และเบียร์

                การตระเวนดื่มเบียร์อาจฟังดูลำบากยุ่งยาก แต่ที่เวียดนาม ล้วนแล้วแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเอื้อให้เราทุกอย่างไม่ต่างจากประเทศไทยมากนัก ขอเพียงเตรียมกายเตรียมใจ และเงินในกระเป๋าให้พร้อม โลกกว้างในแก้วทรงสูงก็พร้อมเปิดให้เราดื่มด่ำไปกับรสชาติสีทอง ครึกครื้นไปกับจังหวะเพลง และเผลอโยกหัวตามแบบไม่รู้ตัว

Categories
การท่องเที่ยว

มังกรทองพ่นไฟ อีกหนึ่งความภูมิใจของเวียดนาม

                อย่างที่รู้กันว่าเวียดนามได้รับอิทธิพลจากจีนมามาก สถาปัตยกรรมต่าง ๆ จึงมีเค้าโครงมาจากจีนในส่วนหนึ่ง จนกระทั่งแลนด์มาร์คใหม่ของเมืองดานังได้ถูกสร้างขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงพากันมาเยี่ยมชมมังกรทองตัวใหญ่ที่อยู่เป็นสะพานข้ามฝั่งของแม่น้ำหานเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่บรรลุของเวียดนาม

มังกรกับประเทศเวียดนาม

                ที่เวียดนามเองก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสัตว์วิเศษ และถือว่าตัวเองเป็นบุตรที่เกิดจากเทพเจ้ามังกรและนางฟ้า ตามตำนานที่ว่าเทพเจ้ามังกร เมื่อสมรสกับนางฟ้าแล้วก็คลอดลูกออกมาเป็นไข่จำนวน 100 ฟอง และฟักออกมาเป็นโอรสทั้งหมด จึงมีความเคารพนับถือมังกรเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนของเวียดนามก็จะเห็นมังกรสอดแทรกอยู่ในสิ่งก่อสร้าง และศิลปะแขนงต่าง ๆ เสมอ เพราะนอกจากถือว่ามังกรเป็นบิดาของตนแล้ว ยังเชื่อว่ามังกรเป็นสัตว์วิเศษที่นำมาซึ่งโชคลาภ ความร่ำรวย ความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย

                พูดถึงสภาพภูมิประเทศ ลักษณะอาณาเขตของเวียดนามยังมีลักษณะเป็นตัว S ที่ถือกันว่าคือมังกร โดยหัวมังกรอยู่ทางเหนือ และหางของมังกรอยู่ทางภาคใต้ ยิ่งทำให้มังกรกลายเป็นสัตว์วิเศษที่เวียดนามให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จนมีการยกย่องให้มังกรเป็นสัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุดใน 12 นักษัตรเลยทีเดียว

มังกรพ่นไฟที่ดานัง

                เมื่อปี พ.ศ. 2553 ได้มีการก่อสร้างมังกรขนาดใหญ่ที่ขนานไปกับสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำหาน เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวมักนิยมไปกัน โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ เพราะไฮไลท์ที่น่าสนใจของมังกรทองตัวนี้ คือจะมีการปิดถนนเพราะมันจะพ่นน้ำและไฟโชว์ในตอนสามทุ่มของวันเสาร์-อาทิตย์ และวันเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของผู้พบเห็น แถมสะพานคอนกรีตนั้นก็มีระบำแสงสีสวยงามยิ่งใหญ่ สมกับเป็นสะพานที่นำพามาซึ่งความรุ่งเรืองของประเทศจริง ๆ

                นอกจากจะยืนดูแสงสีที่ริมสะพานแล้ว อีกโปรแกรมเที่ยวน่าสนใจคือล่องแม่น้ำหานเพื่อชมแสงไฟที่ประดับประดาตามทาง เพราะแสงสีเหล่านั้นก็จะสะท้อนลงผืนน้ำ ยิ่งเพิ่มความน่ามองเข้าไปอีก ถือว่าพลาดไม่ได้หากมีโอกาสไปเที่ยวที่ดานัง เพราะการไปก็ไม่ยาก ไปโดยแท็กซี่ก็ได้ แถมไม่เสียค่าเข้าชมสักบาท อีกทั้งยังถ่ายรูปขึ้นสุด ๆ พอเที่ยวชมถ่ายภาพจนพอใจ ใกล้ ๆ ก็มีถนนคนเดิน Bach Dang Street ที่มีตลาดหานซึ่งอุดมไปด้วยอาหารเลิศรสที่ถ้าได้รับประทานแล้วคงหายเหนื่อยจากการเดินทางเป็นปลิดทิ้ง                 มังกรกับประเทศเวียดนามเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร จนในวันที่เทคโนโลยีและวงการการก่อสร้างรุดหน้าไปไกล เวียดนามจึงนำทั้งความเชื่ออันเก่าแก่ดั้งเดิมของตน มาผสมผสานกับการสร้างแบบสมัยใหม่ จนเกิดเป็นสะพานมังกรที่สวยงาม จนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ถือว่าประสบความสำเร็จในการพยายามกระตุ้นเรื่องเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

Categories
การท่องเที่ยว

เก็บกระเป๋าตามรอย“King Kong 2”ที่เวินลอง

                หนังดังจากฮอลลีวูดเรื่อง King Kong 2 เป็นอีกเรื่องที่มาถ่ายทำที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งในหลาย ๆ ฉากก็มีทิวทัศน์ที่สวยงามและกว้างใหญ่มากจนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าไปยืนสูดอากาศที่นั่น พร้อมกับกล้องตัวเล็ก ๆ สักตัว คงได้กักอากาศบริสุทธิ์ไว้ในปอด และเก็บภาพความงามกลับมาได้อย่างน่าประทับใจหรือบางคนดูแล้วอินไม่หาย อยากตามรอยมาถึงที่บ้านของเจ้าคิงคอง เวินลองคือจุดเริ่มต้นที่ดีในบรรดาสถานที่ถ่ายทำ

King Kong 2 กับเวียดนาม

                ที่เวียดนามได้รับเลือกเป็นสถานที่การถ่ายทำของหนังเรื่องนี้ เป็นเพราะมีทัศนียภาพที่กว้างใหญ่และดูแปลกใหม่บนแผ่นจอฟิล์ม แตกต่างจากประเทศอื่นในแถบเดียวกัน การถ่ายทำที่เวียดนามจึงกระจายไปหลายที่ ซึ่งต่างก็น่าสนใจในแบบของเฉพาะที่นั้น ๆ เช่น Trang An ซึ่งโดดเด่นเรื่องวิวของน้ำมรกตและภูเขาสีเขียวอ่อน ที่ระหว่างล่องเรือไปตามสายน้ำ ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นทางไปสู่สวรรค์ หรือ Tam Cocที่ถึงแม้จะเกี่ยวข้องกับสายน้ำเหมือน ๆ กัน แต่ความรู้สึกที่ได้กลับมาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะทิวทัศน์ด้านข้างเป็นแปลงนา และชาวนาผู้ทำเกษตรกรรม ประกอบกับทิวเขาสูง ยิ่งทำให้ภาพที่ได้เห็นน่าประทับใจยิ่งขึ้นไปอีก

                แต่ที่เป็นไฮไลท์ทีเด็ดเลยคือที่เขตอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ “เวินลอง”เพราะความยิ่งใหญ่และสวยงามของอาณาบริเวณ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังฟอร์มยักษ์ ทำให้นักท่องเที่ยวและแฟนคลับของหนังเรื่องนี้นิยมไปเยี่ยมชมกันเป็นอย่างมาก

เขตอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ “เวินลอง”

                King Kong 2 มีการไปถ่ายหลาย ๆ ที่จากเวียดนามก็จริง แต่ที่เขตอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำเวินลองเป็นแหล่งธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด อีกทั้งยังมีระบบนิเวศที่หลากหลายและยังคงไหลเวียนไปอย่างน่าค้นหา เป็นสถานที่เที่ยวเชิงนิเวศที่น่าสนใจมากเป็นอันดับต้น ๆ เพราะทัศนียภาพมีครบ ทั้งภูเขาและแม่น้ำ อีกทั้งยังมีเรือแจวคอยท่าให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ ทำให้การมาเที่ยวที่นี่ไม่ลำบากเกินไปนัก

                เวินลองอุดมไปด้วยความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใบหญ้า ร่มเงาของทิวเขาสูงใหญ่ และภาพสะท้อนจากแหล่งน้ำใสแจ๋ว อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่เป็นถิ่นที่อยู่ของค่างสะโพกขาว ซึ่งกลายเป็นสัตว์หายากเพราะใกล้สูญพันธุ์เต็มที จึงเป็นอีกแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นักอนุรักษ์ก็มักนิยมกัน

                ธรรมชาติที่แสนกว้างใหญ่ของเวินลองที่สมกับเป็นที่อยู่อาศัยของคิงคอง เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกทั่วสารทิศผ่านจอฟิล์ม โชคดีที่บรรดานักท่องเที่ยวเหล่านั้นเคารพกฎเป็นอย่างดี จึงทำให้ระบบนิเวศไม่ถูกทำลาย อีกทั้งยังช่วยกันส่งเสริมการดูแลสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่นี่ร่วมกันอย่างถูกต้อง

                นอกจากบรรยากาศ และธรรมชาติที่น่าค้นหาแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า King Kong 2 เป็นประตูบานใหญ่ที่พาเวินลองก้าวเข้าไปสู่สายตาของชาวโลก ประกอบกับทุกวันนี้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวมากมายหลากหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ แวะมาเยี่ยมเยียนที่เวินลองแห่งนี้เป็นจำนวนมาก

Categories
การท่องเที่ยว

ญาจาง เมืองที่ขายอูนิสด 40 บาท

                เป็นที่รู้กันดีอยู่ว่า “อูนิ” คือหนึ่งในอาหารทะเลขึ้นชื่อของญี่ปุ่น ที่ถ้าพูดถึงเมื่อไหร่ก็คงรู้สึกได้ถึงความแพงที่เอาเฉพาะแค่โปะอยู่บนข้าวซูชิก็ปาไปคำละหลายร้อยบาทแล้ว แถมบางที่พอรับประทานเข้าไปก็รู้สึกเหม็นหืน เพราะเป็นอูนิไม่สดแถมตกคุณภาพอีกต่างหาก ถ้าอยู่เมืองไทยมันจะหาอูนิสด ๆ ยากขนาดนั้น แล้วการบินตรงไปที่ญี่ปุ่นมันจะลำบากขนาดนี้ เมืองญาจางที่เวียดนามถือเป็นการพบกันครึ่งทางที่คุ้มค่า และได้รับประทานอูนิได้เต็มที่สมใจอยากทีเดียว

อูนิที่ญาจางดีกว่าที่อื่นยังไง

                แน่นอนว่าปกติแล้วย่อมหาอูนิในราคาตัวละ 40 บาทได้ยาก แต่ไม่ใช่ที่ญาจาง เพราะนอกจากจะมีทะเลสวยฟ้าใส เกาะมหัศจรรย์ที่มีสวนสนุกอย่างวินเพิร์ลแลนด์แล้ว ยังมีร้านอาหารทะเลสด ๆ ราคาถูกให้เลือกซื้ออีกมากมายแบบเป็นร้านสตรีทฟู้ดซึ่งราคาไม่ห่างกันเท่าไร นี่จึงเป็นกำไรของผู้บริโภคที่สามารถคัดสรรสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ แถม 40 บาทนั้นยังได้อูนิสดมาอีก นับว่าคุ้ม สุดยอด เพราะหากไปเจออูนิแช่เย็นเหม็นคาวคงได้หมดอร่อยกันพอดี ไข่หอยเม่นสด ๆ กินคู่กับเกลือ พริกไทย มะนาว ที่ทางร้านมีเตรียมไว้ให้ คล้าย ๆ กลืนทะเลเข้าปาก ติดหวานนิด ๆ รสสัมผัสนวลเนียน กลิ่นหอมที่ตีฟุ้งขึ้นจมูก แถมหอยเม่นหนึ่งตัวก็มีอูนิให้ได้ตักกินได้เยอะ เต็ม ๆ ช้อน ยังไม่รวมอาหารทะเลชนิดอื่น ๆ อย่างบรรดาหอยที่แสนจะขึ้นชื่อ ปลาหมึกกรอบหวาน กระทั่งกุ้งล็อบสเตอร์ตัวละไม่ถึงสองร้อยฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ที่ญาจางมันเป็นไปได้

ญาจางที่มีดีกว่าอูนิ

                เมืองที่อยู่ทางใต้ของเวียดนาม มีทะเลที่โอบล้อมด้วยภูเขา เต็มไปด้วยทิวทัศน์สวย ๆ จากชายหาด วิวถ่ายรูปเด็ด ๆ จากสวนสนุกวินเพิร์ลแลนด์ สถาปัตยกรรมเก่าแก่สมัยขอมโบราณ อาหารทะเลสดและถูก ผู้คนนิสัยเป็นมิตรน่ารัก ทั้งหมดคือคำจำกัดความของญาจาง ที่เดียวเที่ยวครบจบในครั้งเดียว ผู้ไปเยือนมาต่างก็ออกปากชมว่าการมาเที่ยวญาจางนั้นสนุกและประหยัด ที่สำคัญ ชาวเวียดนามยังเป็นมิตรกับนักเที่ยวชาวไทยอย่างพวกเราอีกด้วย

                ไม่ว่าจะอายุรุ่นไหนก็สนุกกับญาจางได้ไม่ยาก กระทั่งวัยหนุ่มสาว สถานที่กินดื่มของที่นี่ก็โดดเด่นไม่แพ้ใคร มีให้เลือกหลากสไตล์ หลายเรทราคาเท่าที่อยากจะจ่าย ถ้ามาถึงที่ญาจางแล้วได้รับประทานแค่อูนิคงน่าเสียดายแย่ เพราะเมืองนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่จะให้เข้าไปร่วมสนุกชนิดที่ว่าเที่ยวกี่วันก็ไม่พอ

                เรียกได้ว่าถ้ามาถึงที่นี่ ก็เอนหลังนอนอาบแดดที่ชายหาดญาจางให้สบาย เพราะไม่มีแผงหาบเร่มากวนใจ แถมยังเดินทางสะดวกปลอดภัย หาโอกาสไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าไปยังสวนสนุก ตามล่าสตรีทฟู้ดของดีราคาถูกทั้งอูนิและล็อบสเตอร์ ค้นหาคาเฟ่สไตล์ฮิปสเตอร์ที่ขึ้นชื่อ พร้อมกับการพักผ่อนหย่อนใจที่โรงแรมดี ๆ ราคาไม่แพง กระทั่งมาแบบทริปประหยัดเป็นโรงแรมแคปซูลก็มีให้เลือกสรร แล้วเก็บความรู้สึกดี ๆ แพ็คเก็บใส่กระเป๋าและไปกลับโดยสวัสดิภาพ