Categories
การท่องเที่ยว

ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความอุดมสมบูรณ์ แห่งปากแม่น้ำ 9 มังกร

แหล่งที่นับว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของเวียดนาม คือที่นี่ คือดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ด้วยความที่เป็นดินอันเกิดจากการทับถมกันของตะกอนแม่น้ำนี้ ทำให้ดินแถบนี้เหมาะแก่การเพาะปลูก จนเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศเวียดนาม ข้าวที่ปลูกในพื้นที่นี้ คิดเป็นปริมาณสูงถึง 40% ของข้าวที่ผลิตได้ทั้งประเทศเลยทีเดียว และนอกจากจะเป็นพื้นที่เพาะปลูกสำคัญของประเทศแล้ว หากจะมองหาสถานที่ท่องเที่ยว ในรูปแบบสัมผัสธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนรวมถึงการชิมอาหารแบบคนพื้นถิ่นแล้ว ดินแดนแห่งนี้ก็เหมาะอย่างยิ่งที่จะมาเยือนซักครั้งหนึ่ง

แม่น้ำโขงมีชื่อในภาษาเวียดนามว่า “กู๋ลอง” หรือแปลว่า เก้ามังกร อันเนื่องมาจากแม่น้ำโขงที่ไหลมาถึงบริเวณนี้ได้แตกออกไปเป็นปากแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลทั้งหมด 9 สาย นั่นเอง พื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำนี้ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนาม พื้นที่นี้จะมีน้ำท่วมขังทุก ๆ ปีในช่วงราว ๆ เดือนกันยายน-มกราคม ซึ่งถ้าไม่มองเรื่องนี้เป็นปัญหาแล้ว ในมุมกลับกันทำให้ดินแดนแห่งนี้อุดมไปด้วยปลาน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงธาตุอาหารในดินสำหรับการเพาะปลูกอีกด้วย

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำนี้ กินพื้นที่ถึง 12 จังหวัดของเวียดนาม เป็นพื้นที่ ที่มีการอยู่อาศัยของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เดิมเป็นพื้นที่ของเขมร กลุ่มคนที่เริ่มตั้งถิ่นฐานในดินแดนแถบนี้ยุคแรก ๆ จึงเป็นชาวเขมรและชาวจามเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่ปัจจุบันจะมีชาวเวียดและชาวจีนเข้ามาอยู่รวมกัน ทำให้มีวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่หลากหลาย และศิลปวัฒนธรรมโบราณต่าง ๆ ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว อีกทั้งการที่เป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปี วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ จึงผสมผสานกันอย่างลงตัว ระหว่างชาวนาและชาวน้ำ ซึ่งเกิดจากการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาตินั่นเอง

เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการท่องเที่ยวแบบสบาย ๆ อย่างมาก พักในโฮมสเตย์ของคนท้องถิ่นอันเงียบสงบ ล่องเรือชมเกาะแก่งกลางแม่น้ำที่มีอยู่มากมาย หรือท่องเที่ยวไปบนถนนที่ผ่านไร่นาสวนผลไม้อันอุดมสมบูรณ์ และชิมผลไม้สด ๆ เที่ยวชมศิลปวัฒนธรรมโบราณ ทั้งในแบบชาวเวียด ชาวเขมร ชาวจีน หรือชาวจาม ซึ่งต่างก็มีเอกลักษณ์การถ่ายทอดศิลปะทางศาสนาออกมาตามวัฒนธรรมและความเชื่อของตนเอง และลิ้มรสชาติเมนูปลาแม่น้ำต่าง ๆ มากมาย ตามแบบของผู้คนท้องถิ่น

การเดินทางท่องเที่ยวในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเก้ามังกรนี้ อาจไม่ได้หรูหราสะดวกสบาย เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รองรับนักท่องเที่ยวอย่างดี แต่ถ้าคุณรักในการท่องเที่ยวแบบสัมผัสกับธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ และวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่ในพื้นถิ่น และศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายและผสานร่วมกันได้อย่างลงตัวแล้วละก็รับรองได้เลยว่า ดินดอนปากแม่น้ำเก้ามังกร จะคุ้มค่ากับการเดินทางของคุณอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://transbordernews.in.th/home/?p=2742

Categories
การท่องเที่ยว

ชมความงดงามของดินแดนมรดกโลก ที่ถ้ำฟองญา

Phong Nha caves หรือถ้ำฟองญา หนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่งของเวียดนาม ถ้าแห่งนี้สวยงามและทรงคุณค่า จนได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ เมื่อปี 2003 เพราะฉะนั้น ฟองญาจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่จะต้องแวะเวียนมาเยี่ยมชมความงดงามให้ได้ ถ้าหากมีโอกาสได้มาเวียดนาม

ถ้ำฟองญาตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟองญา-แกบาง ซึ่งเป็นอุทยานภูเขาหินปูนโบราณอายุกว่า 400 ล้านปี ซึ่งนับเป็นอุทยานหินที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ตั้งอยู่ห่างออกไปทางเหนือของเมืองดองฮอยราว 50 กิโลเมตร ถ้ำฟองญาถูกค้นพบครั้งแรกในช่วงสงครามอเมริกาช่วงปี 1899 และถ้ำแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานพยาบาลในช่วงสงคราม หลังจากนั้นมีการสำรวจถ้ำโดยนักสำรวจชาวอังกฤษพบว่าถ้ำแห่งนี้มีความยาวถึง ราว ๆ 7,700 เมตร และมีความสูง 50 เมตร ถ้ำฟองญาแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำซอน จากการที่น้ำใต้ดินไหลมารวมกันภายในถ้ำก่อนจะไหลออกมาภายนอก และด้วยเหตุนี้ เมื่อรวมกับองค์ประกอบอื่น ๆ ของถ้ำจึงทำให้ถ้ำแห่งนี้เป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักสำรวจว่า เป็นถ้ำอันดับ 1 ของโลก เพราะมีสิ่งที่พิเศษกว่าถ้ำอื่น ๆ ในโลกถึง 4 อย่างด้วยกัน ประกอบไปด้วย มีสายน้ำลอดที่ยาวที่สุด โถงถ้ำมีความสูงที่สุด ความยาวถ้ำยาวที่สุด และคูหาถ้ำมีความกว้างที่สุดนั่นเอง

ภายในถ้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยรูปร่างสวยงามแปลกตา สะท้อนกับแสงแล้วงดงามเกินจินตนาการได้ โดยการเที่ยวชมในถ้ำแห่งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 โซน ได้แก่ ทไวไลท์ โซน และดาร์ก โซน หรือโซนสว่างและโซนมืดนั่นเอง ในทไวไลท์ โซนมีความยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร จะมีการประดับด้วยไฟสีสันสวยงาม ส่องกระทบกับหินงอกหินย้อยภายในถ้ำ ทำให้ผลึกหินเปล่งประกายงดงามอย่างมาก ทั้งยังมีลำธารใต้ดินที่ใสสะอาด จนมองเห็นสัตว์น้ำในลำธารอีกด้วย ส่วนในพื้นที่ดาร์กโซนนั้น เมื่อพ้นเขตแสงไฟ ภายในถ้ำจะค่อย ๆ มืดลงจนมืดสนิท ต้องใช้การนำทางของไกด์ที่ชำนาญพื้นที่เพียงอย่างเดียวจึงจะเข้าไปได้ เพราะนอกจากภายในจะมืดแล้วระยะทางยังทอดยาวถึงราว ๆ 4.5 กิโลเมตรเลยทีเดียว และภายในยังมีสัตว์กลางคืน หรือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในความมืดอาศัยอยู่ภายในถ้ำอีกด้วย อาจจะฟังดูน่ากลัวและชวนหวาดเสียวไม่น้อย แต่ก็ท้าทายให้เข้าไปสำรวจซักครั้งในชีวิต

ถ้าหากคุณมีความชื่นชอบการท่องเที่ยวและการสำรวจธรรมชาติคนหนึ่ง และถ้าหากได้มีโอกาสมาท่องเที่ยวบนแผ่นดินเวียดนามซักครั้ง ถ้ำฟองญานับเป็นสถานที่หนึ่งที่ควรจะบรรจุอยู่ในแผนการเดินทางของคุณเป็นลำดับต้น ๆ หากมีโอกาสได้มาแล้ว การมาล่องเรือตามลำแม่น้ำซอน เพื่อเข้าไปชื่นชมเก็บบันทึกความทรงจำที่สวยงามของถ้ำฟองญา จะเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าและติดตาตรึงใจ ของคุณกลับไปอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.l2btour.com/reviews/teaw-PhongNhaCaves.html

Categories
การท่องเที่ยว

กงด๋าว ความงดงามของท้องทะเลหาดทรายขาว และเรื่องราวของประวัติศาสตร์

หมู่เกาะทางใต้สุดของเวียดนามแห่งนี้ ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดสงคราม ที่นี่ถูกใช้เป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมือง ทั้งในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส และช่วงสงครามเวียดนาม นักโทษจำนวนมากมายถูกส่งมาที่นี่ เพื่อควบคุมกักตัว และใช้แรงงานในการสร้างท่าเทียบเรือให้กับที่นี่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ กาลเวลาเลื่อนผ่านไปเกือบจะ 50 ปี สถานที่คุมขังนักโทษในอดีตทิ้งไว้เพียงอาคารเก่า ๆ ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหนาแน่นมิดชิด ของสถานที่ที่เคยเป็นคุกอันโหดร้ายนี้ ไม่เหลือความน่ากลัวดังที่เคยเป็นในอดีต เหลือเพียงความงดงาม ผืนน้ำสีฟ้าสดใสของท้องทะเล หาดทรายขาวสะอาดและเงียบสงบ ราวกับเกาะสวรรค์ในจินตนาการก็ว่าได้

เกาะกงด๋าว ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเวียดนามเป็นเกาะที่มีเกาะเล็ก ๆ น้อยตั้งอยู่รายล้อมอีก 15 เกาะ อยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ประมาณ 230 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินเพียงแค่ 45 นาทีเท่านั้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าอยู่ห่างกันเพียงแค่นี้ แต่ความเงียบสงบของที่นี่ ต่างกันราวอยู่คนละโลกกับความวุ่นวายจอแจในเมือง หากมาเยือนที่เกาะแห่งนี้ จะมีสถานที่ให้ได้เที่ยวชมแบ่งเป็น 3 สถานที่หลัก ๆ ดังนี้

วนอุทยานแห่งชาติกงด๋าว ประกอบไปด้วยท้องทะเลอันสวยงาม หาดทรายที่เงียบสงบและขาวสะอาด อันเป็นที่วางไข่ของเต่าหายากหลายชนิด และใต้ผืนน้ำที่งดงามนั้น ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของปะการังอยู่มาก เหมาะแก่การดำน้ำชมปะการังเป็นที่สุด

พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งเกาะกงด๋าว เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนาม ในสมัยสงครามต่อต้านฝรั่งเศส และการคุมขังนักโทษทางการเมือง โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงอยู่ในสถานที่อันเป็นอดีตที่พักของผู้บัญชาการฝรั่งเศสนั่นเอง

โบราณสถานเรือนจำกงด๋าว เรือนจำแห่งนี้สร้างขึ้นโดยทหารฝรั่งเศสในปี 1862 เป็นเรือนจำที่แข็งแรงมั่นคงอย่างมาก เพื่อใช้เป็นสถานกักกันนักโทษในช่วงยุคอาณานิคมฝรั่งเศส โดยนักโทษที่ถูกคุมขังที่คุกแห่งนี้ จะถูกจับให้อยู่แบบเปลือยกาย และใช้แรงงานอย่างหนัก ไปจนกระทั่งเสียชีวิต ปัจจุบันเรือนจำแห่งนี้ยังคงอนุรักษ์ไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แทบจะทุกส่วนเลยทีเดียว

ทุกวันนี้เกาะกงด๋าวยังคงรอคอยให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัส ทั้งในความงดงามของท้องทะเล ความเงียบสงบของชายหาด ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำและปะการังใต้ท้องทะเล รวมทั้งเรื่องราวความโหดร้ายทารุณของประวัติศาสตร์ นับว่าเป็นสถานที่ ที่ได้ทั้งท่องเที่ยวชมความงาม และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้ในที่เดียว เกาะแห่งนี้จึงเหมาะแก่การมาเที่ยวชมอย่างยิ่งโดยช่วงเวลาที่เหมาะจะมาชมความงามของเกาะกงด๋าว จะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่ทะเลสงบ ไม่มีลมมรสุม ทำให้สามารถชื่นชมความงามของท้องทะเล และปะการังได้อย่างเต็มที่ ทุกวันนี้เริ่มจะมีการก่อสร้างรีสอร์ทและโรงแรม รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไว้รองรับนักท่องเที่ยวบนเกาะแห่งนี้บางแล้ว ทำให้การมาเที่ยวที่นี่ค่อนข้างจะสะดวกสบายพอสมควร หากมาเยือนเวียดนาม ไม่ควรพลาดที่จะมาชมเกาะสวรรค์แห่งทะเลใต้ของเวียดนามแห่งนี้ รับรองว่าคุ้มค่าการเดินทางอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://travel.mthai.com/world-travel/125141.html

Categories
การท่องเที่ยว

เที่ยวดั๊กลัก เมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีดีแค่นางงามกับกาแฟ

ดักลักเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ ห่างจากนครโฮจิมินห์ออกไปราว 400 กิโลเมตร เมืองแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะพื้นที่เพาะปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม และเมืองแห่งนี้ถูกนำเสนอจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก ในฐานะที่เป็นเมืองบ้านเกิดของ เฮอ เฮิน เนีย สาวงามจากเวียดนาม ที่ผ่านเข้าถึงรอบ 5 คนสุดท้ายบนเวทีประกวดนางงามจักรวาล เมื่อปี 2018 อีกด้วย ซึ่งสาวงามคนนี้เธอเป็นชนเผ่าเอเด ที่มีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองนี้ และเธอได้นำเรื่องราวที่น่าสนใจของชนเผ่าชาติพันธุ์ของเธอ ไปถ่ายทอดให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จัก

ดังนั้นแน่นอนว่าถ้าคุณมาเยือนดักลักแล้ว สิ่งที่คุณจะต้องไปสัมผัสให้ได้ก็คือ ไร่กาแฟเพื่อลิ้มรสชาติกาแฟเวียดนามสด ๆ จากแหล่งผลิต รวมทั้งการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับกาแฟก่อนที่จะมาสู่ผู้บริโภคอย่างเรา และอีกอย่างหนึ่งคือการไปสัมผัสวิถีชีวิตของชนเผ่าเอเด ที่ได้ฟังเรื่องราวของพวกเขาผ่านทาง มิสเวียดนามที่ถ่ายทอดออกมาให้เราได้ทราบบ้างแล้วนั่นแหละ ว่าวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและเงียบสงบของพวกเขาเป็นอย่างไร แต่ไม่ใช่ว่าจะมีสิ่งดี ๆ ในดักลักเพียงแค่สองอย่างนี้ ไหน ๆ ได้มาเยือนถิ่นนี้แล้ว นอกจากวิถีชีวิตและกาแฟแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็นับว่า ห้ามพลาดด้วยเช่นกัน

น้ำตกเดรย์ ซับ และ น้ำตกเดรย์ นัว น้ำตกทั้งสองตั้งอยู่ห่างจากบวนมาถ็วต ไปทางตะวันตกเฉียงใต้เพียง 25 กิโลเมตร นับเป็นสถานที่ผักผ่อนยอดนิยมของผู้คนที่มาเยือนแถบนี้ น้ำตกทั้งสองอยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร ตกลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 30 เมตร แล้วน้ำตกทั้งสองสายจะไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสายเดียวคือแม่น้ำสเรปก จนได้ชื่อเล่นว่าน้ำตก ผัว-เมียอีกด้วย

อุทยานแห่งชาติ หยก ดง อุทยานแห่งนี้มีชื่อเสียงที่สุด ในภาคใต้ของเวียดนาม เป็นพื้นที่สีเขียวที่สำคัญของประเทศ และยังมีต้นไม้หายากบางชนิดที่มีเฉพาะถิ่นนี้อีกด้วย

เจดีย์สักทูไคดอน (Sac Tu Khai Don) เจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2494 เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นจากหินและไม้ เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมของ ชนเผ่าเอเดและเวียดนามแบบดั้งเดิม และเจดีย์แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ทางพุทธศาสนาเพียงไม่กี่แห่ง กลางพื้นที่ที่เต็มไปด้วยคริสเตียนอย่าง บวนมาถ๊วต

ขี่ช้างที่บวนดุง หมู่บ้านบวนดุงตั้งอยู่ห่างจากบวนมาถ๊วตประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นสถานที่ฝึกหัดช้างป่า และยังให้บริการขี่ช้างแก่นักท่องเที่ยว โดยจะขี่ช้างชมบรรยากาศโดยรอบที่มีทั้งแม่น้ำลำธาร ป่าไม้เขียวขจี และหมู่บ้านเก่า ๆ อีกด้วย

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวดังที่กล่าวมา กาแฟสด ๆ และวิถีชีวิตของผู้คนอันเป็นบ้านเกิดนางงามแล้ว ดักลักยังมีสิ่งสวยงามและเรื่องราวน่าสนใจอีกหลายอย่างรอคุณมาสัมผัส และสามารถพูดได้เลยว่า ดักลักคือดินแดนหนึ่งที่ห้ามพลาดเมื่อคุณมาเยือนเวียดนาม

เครดิตภาพ : https://saigonriders.com/top-things-to-do-in-dak-lak/

Categories
การท่องเที่ยว

ชมวิถีชีวิตชาวเล ที่ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์ที่ กวีเญิน

ถ้าจะพูดถึงเมืองชายทะเลที่ผู้คนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว ผู้คนอาจจะนึกถึงความสวยงามและความสะดวกสบายที่เตรียมไว้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่ญาจาง แต่ถ้าหากความต้องการในการเดินทางของคุณแตกต่างไปจากคนอื่น ไม่อยากไปแย่งกินแย่งเที่ยวกับนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน และได้สัมผัสกับวิถีชีวิตแห่งชาวเมืองชายทะเลอย่างแท้จริงแล้วละก็ กวีเญิน เมืองที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนักจากญาจาง แต่ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชาวเล และก็มีท้องทะเล และสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามไม่แพ้กันเลย

กวีเญิน เป็นเมืองชายทะเลมีชายหาดทอดยาวมาจากเมืองข้างเคียง ที่มีชื่อเสียงในทางการท่องเที่ยวอย่างญาจาง และชายหาดแห่งนี้กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนา และปรับปรุงสถานที่ต่าง ๆ สร้างทางเท้า จุดชมวิว สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวแต่ก็เรียกได้ว่ายังเงียบสงบเหมาะสำหรับการพักผ่อนอยู่อย่างมากเลยทีเดียว หากต้องการนั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นในบรรยากาศ เงียบสงบส่วนตัวแล้วละก็ ไม่มีที่ไหนเหมาะกว่ากวีเญินอีกแล้ว ประชากรในเมืองนี้ส่วนใหญ่ จะเป็นชุมชนของชาวประมง ซึ่งพวกเขาจะออกเรือไปจับปลาในช่วงเวลากลางวัน และคืนหาดทรายอันเงียบสงบสวยงามในเวลากลางคืน และพวกเขานี่เองที่ทำให้เมืองนี้ เป็นสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบอาหารทะเล เพราะจะมีอาหารทะเลสด ๆ ให้ได้ลิ้มลองกันทุกมื้อเลยยังได้

นอกจากท้องทะเลที่สวยงาม กับอาหารทะเลสด ๆ แล้ว กวีเญินยังมีสถานที่ท่องเที่ยว ที่น่าสนใจแบบอื่น ๆ อีกด้วยเนื่องด้วยความที่กวีเญิน เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรจามในอดีต ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่บนพื้นที่นี้ จึงมีโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลือให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม คือหอคอย “ทัพโดยจาม” (Thap Doi Cham tower) ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เป็นศิลปะแบบชาวจามที่สวยงามมาก โดยเฉพาะในยามพระอาทิตย์ตกดิน และยังมีป้อมปราการฮงแด (Hoang De) ที่เคยเป็นศูนย์กลางทางการทหารของอาณาจักรจาม ก่อนถูกชาวเวียดนามโจมตี และได้ใช้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรของพี่น้องไท เซิน ปัจจุบันจึงมีร่องรอยของการโจมตีในอดีต ทิ้งไว้ให้เห็นตามพื้นผิวและกำแพงของป้อมโบราณแห่งนี้ด้วย

และหากคุณเป็นนักเดินทางสายบุญ ที่กวีเญินยังมีสถานที่ทางศาสนาให้มาเยี่ยมชมกราบไหว้ขอพรไดคือ เจดีย์เฮินมัก (Han Mac) เจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 16 มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่มีความสูงถึง 17 เมตรให้นักท่องเที่ยวผู้มีจิตศรัทธาได้กราบไหว้ขอพร และมีความงดงามของศาสนศิลป์แบบเวียดนามให้ชื่นชมและถ่ายรูปสวย ๆ อีกด้วย

ถ้าอยากจะใช้เวลาว่างในวันหยุดของคุณ ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศเมืองชายทะเลอันเงียบสงบ ทะเลสวย น้ำใส และกินอาหารทะเลสด ๆ ส่งตรงจากมือของชาวประมงเองเลยแล้วละก็ การเดินทางมาใช้เวลาว่างของคุณ ในสถานที่ ที่เงียบสงบอย่างเช่น กวีเญิน จะตอบสนองความต้องการของคุณได้อย่างแน่นอน          

เครดิตภาพ : https://saigonstartravel.com/tour-du-lich-quy-nhon-4-ngay-3-dem-kdl-ham-ho-9530/

Categories
กีฬา

เรือคายัคกีฬาทางน้ำ ที่ต้องห้าม (พลาด) เมื่อมาเยือนเวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่สวยงามมาก ๆ แห่งหนึ่ง ทั้งในสถานที่ที่เป็นแหล่งน้ำจืด เช่นแม่น้ำต่าง ๆ และท้องทะเลอันสวยงามและอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นหากคุณคือนักท่องเที่ยว ที่ไม่ใช่แค่มาพักผ่อนชื่นชมความงาม และถ่ายรูปสวย ๆ ไปอวดเพื่อน แต่เป็นนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบในการออกกำลังกายและนิยมกีฬารวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ แล้วละก็ ถ้าได้ลองกีฬาทางน้ำอย่างการพายเรือคายัค ควบคู่ไปกับการชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของเวียดนามแล้วละก็ คุณจะประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน

การพายเรือคายัค เป็นกีฬาที่เหมาะอย่างมาก ที่จะออกกำลังกายไปพร้อม ๆ กับการท่องเที่ยวชื่นชมความงามของธรรมชาติ โดยสถานที่ที่น่าไปที่สุดเพื่อพายเรือเที่ยว 7 อันดับที่ได้ความนิยมของผู้คนได้แก่

  1. ทะเลสาบโห่เตย หรือเวสต์เลค ในกรุงฮานอย เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในกรุงฮานอย ทะเลสาบแห่งนี้มีทัศนียภาพที่สวยงาม และยังมีโบราณสถานทางวัฒนธรรมให้ชมอีกด้วย ที่สำคัญที่ทะเลสาบแห่งนี้ มีผิวน้ำที่ค่อนข้างสงบ คลื่นและลมไม่แรง สามารถควบคุมเรือได้ง่าย แม้ว่าจะเป็นมือใหม่ก็ตาม
  2. ฮาลองเบย์ หรืออ่าวฮาลอง ถ้าต้องการจะพายเรือชมความงามแล้ว อ่าวฮาลองจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน เพราะระหว่างเส้นทาง จะมีทั้งถ้ำ หินงอกหินย้อย และวิถีชีวิตของหมู่บ้านชาวประมงอีกด้วย
  3. ถ้ำฟองญา การพายเรือคายัคที่ถ้ำฟองญานั้นจะสามารถ ไปได้ถึงสองถึงสองเส้นทาง เส้นทางหนึ่งคือการพายเรือชมธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำซอน และอีกเส้นทางหนึ่งคือ การพายเรือเข้าไปสำรวจภายในถ้ำฟองญา หนึ่งในถ้ำที่มีความสวยงามและใหญ่โต อันดับต้น ๆ ของโลก
  4. แม่น้ำหอม เมืองเว้ การพายเรือคายัคที่แม่น้ำหอม (Huong river) คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เงียบสงบ ชมวิถีชีวิตของผู้คน ริมสองฝั่ง และยังมีเมืองโบราณให้เที่ยวชมอีกด้วย
  5. แม่น้ำหาน เมืองดานัง การพายเรือชมบรรยากาศเมือง ของเมืองทั้งสองฝั่งแม่น้ำหาน ที่เชื่อมด้วยสะพานมังกร รับรองได้เลยว่าแสงสีของเมืองทั้งสองฝั่ง ก็จะทำให้คุณประทับใจได้ไม่แพ้ธรรมชาติสวย ๆ อย่างแน่นอน
  6. ทะเลสาบตู้เหยียนลัม เมืองดาลัด ที่ทะเลสาบแห่งนี้คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศความร่มรื่นและสายลมเย็น ๆ จากเชิงเขา และยังมีป่าสนและเมเปิ้ลเรียงรายอยู่สองข้างทางอีกด้วย
  7. แม่น้ำฮัมโลง เมืองเบนแจ การพายเรือคายัคชมความงามและบรรยากาศอันเงียบสงบ ของดินแดนปากแม่น้ำโขง ชมความเขียวขจีของสวนมะพร้าวเมืองเบนแจ นับว่าเป็นทริปที่ดีเลยทีเดียว

กีฬาทางน้ำอย่างเรือคายัค นับว่าเป็นกีฬาที่เหมาะกับการท่องเที่ยวอย่างมาก เพราะคุณจะได้ทั้งการออกกำลังกาย และความเพลิดเพลินกับบรรยากาศริมน้ำ ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับครอบครัวอีกด้วย อย่าลืม หากคุณมีเวลาวันหยุด และมาพักผ่อนที่เวียดนาม ชวนครอบครัวหรือคนที่คุณรัก ออกไปพายเรือชมความสวยงามตามเส้นทางที่เราเอามาฝาก รับรองว่าคุณจะต้องชอบอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : http://www.asiamastertours.com/exploring/want-to-find-the-true-vietnam-join-in-vietnam-kayaking/

Categories
การท่องเที่ยว

วิถีสโลว์ไลฟ์ ชมทุ่งนาขั้นบันได ที่ปู่หลุง

ถ้าคุณมีวันหยุดยาวสำหรับที่จะเที่ยวพักผ่อนสักช่วงเวลาหนึ่ง แล้วคุณรู้สึกเบื่อกับชีวิตวุ่นวายในเมืองใหญ่ หรือความวุ่นวายของผู้คนในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่าง ๆ อยากจะหลบความวุ่นวายเหล่านั้นออกไปหาที่สงบ ๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันเขียวขจี ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ตามแบบวิถีของผู้คนพื้นถิ่นแล้วละก็ เขตอนุรักษ์ธรรมชาติปู่หลุง (Pu Luong Nature reserve) แห่งนี้ จะทำให้คุณได้รับการพักผ่อนที่คุณปรารถนาอย่างแน่นอน

เขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งนี้ ตั้งอยู่ห่างจากฮานอยออกไปประมาณ 180 กิโลเมตรทางตอนเหนือ เพียงชั่วระยะการเดินทางไม่กี่ชั่วโมง แต่ความเงียบสงบของที่นี่กับความวุ่นวายในเมืองอย่างฮานอย แตกต่างกันราวกับอยู่คนละประเทศ เมื่อคุณเดินทางมาถึง คุณจะพบกับทัศนียภาพอันสวยงามของที่นี่ อันประกอบไปด้วยภูเขาหินปูน หมู่บ้านตามชนบทแบบดั้งเดิม และการทำนาแบบขั้นบันไดของผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ช่างเป็นที่ ที่เหมาะแก่การซ่อนตัวจากความวุ่นวายของโลกภายนอกยิ่งนัก

เริ่มต้นด้วยการเข้าพักในโฮมสเตย์ของผู้คนในท้องถิ่น อันจะทำให้คุณได้สัมผัสกับวิถีชีวิตตามแบบของพวกเขาจริง ๆ ซึ่งชนกลุ่มน้อยในพื้นที่แถบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชนเผ่าม้งและไทดำ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นมิตรและพร้อมจะต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนเป็นอย่างดี ได้พักผ่อน ได้ใช้ชีวิตตามแบบที่ผู้คนเหล่านี้อยู่กันมาหลายรุ่น แล้วยังได้กินอาหารสด ๆ จากฟาร์มในพื้นที่ ประกอบขึ้นเป็นอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนแถบนี้ เพื่อเติมพลังให้กับร่างกาย ก่อนจะออกไปสัมผัสกับกิจกรรมต่าง ๆ บนพื้นที่อันสวยงามของปู่หลุงได้อย่างเต็มที่

กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อมาเยือนเขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งนี้คือกิจกรรมชมไพรในแบบต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากคุณคือนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้นิยมไพรอยู่แล้ว คุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน โดยคุณสามารถเลือกการชมไพรได้โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุดอย่างการเดินป่า หรือถ้าจะให้เหนื่อยน้อยหน่อยอาจเดินทางด้วยการปั่นจักรยาน บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร และไร่นาของชาวบ้านจะเป็นทัศนียภาพอันสวยงามให้คุณตลอดการเดินทาง นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกการเดินทางเพื่อชมไพรทางน้ำได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือคายัค หรือการล่องแม่น้ำด้วยแพไม้ไผ่ เพื่อชมธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่นที่ยังคงใช้ชีวิตตามแบบฉบับดั้งเดิมของตนอยู่ ก็เป็นทางเลือกที่แสนจะเพลิดเพลินอยู่ไม่น้อย

ถ้าชีวิตในเมืองใหญ่ ทั้งการแย่งกันเดินทาง แย่งกันกิน แย่งกันใช้ รวมไปถึงหน้าที่การงาน ทำให้คุณเครียดไปกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน แล้วอยากจะพักผ่อนเพื่อชาร์ตพลังงานให้กับชีวิต ลองหลบปัญหาเหล่านั้น มาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ที่เขตอนุรักษ์ธรรมชาติปู่หลุง ลองใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เพื่อขจัดความเครียดต่าง ๆ ออกไปจากร่างกายและจิตใจ เพื่อกลับไปสู้กับหน้าที่การงานและความวุ่นวายในเมืองได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง

เครดิตภาพ : https://www.volopolo.com/photos/amazing-places/pu-luong-nature-reserve-vietnam/

Categories
การท่องเที่ยว

บาเบ๋ ความเงียบสงบของทะเลสาบที่สวยติดอันดับโลก

เวียดนามได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม จนติดอันดับโลกหลายต่อหลายแห่ง และถ้าจะพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแล้วนั้น ทะเลสาบบาเบ๋ ในอุทยานแห่งชาติบาเบ๋ (Ba Be National park) ก็คือหนึ่งในสิบทะเลสาบที่สวยที่สุดของโลก ดังนั้นหากคุณคือคนที่รักธรรมชาติ การมาเยือนเวียดนาม จะต้องบรรจุทะเลสาบแห่งนี้เข้าไปในแผนการเดินทาง โดยด่วนเลย

อุทยานแห่งชาติบาเบ๋ ตั้งอยู่ห่างจากกรุงฮานอย ออกไปประมาณ 200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว ๆ 4-5 ชั่วโมง ชื่อของบาเบ๋ หมายถึง “สามทะเลสาบ” ในภาษาของชนเผ่าไต อันเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ของประเทศ โดยมีตำนานกล่าวไว้ว่า ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากความพิโรธ ของมังกร ที่จำแลงกายลงมาเป็นหญิงชราที่น่ารังเกียจ เพื่อลองใจมนุษย์ แต่กลับโดนผู้คนขับไล่ด้วยความรังเกียจ นอกจากหญิงม่ายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับลูกชาย ต้อนรับขับสู้หญิงชราคนนั้นอย่างดี หญิงชราคนนั้นจึงกลายร่างกลับเป็นมังกร และสาบให้พื้นที่ในหุบเขาแห่งนี้ ให้กลายเป็นทะเลสาบดังเช่นปัจจุบัน และมีเพียงหญิงม่ายกับลูกชายที่รอดตาย และมังกรยังได้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อเพาะปลูกหล่อเลี้ยงผู้คนสืบไป

เมื่อคุณมาถึงอุทยานแห่งชาติบาเบ๋ คุณจะได้พบกับ บรรยากาศอันเงียบสงบ ของทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ซึ่งทอดกายอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เขียวขจีไปด้วยแมกไม้อันอุดมสมบูรณ์ มีที่พักโฮมสเตย์ ที่ติดริมฝั่งทะเลสาบ ซึ่งสามารถแขวนเปลพักผ่อนริมน้ำเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศ ของธรรมชาติ และออกไปพายเรือในทะเลสาบเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม ในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวได้อีกด้วย หรือจะล่องเรือออกไปเพื่อตกปลาเพลิน ๆ ในแบบที่คุณชอบก็ได้อีกเช่นกัน

นอกจากบรรยากาศอันเงียบสงบของทะเลสาบแล้วที่นี่ ยังมีสถานที่อื่น ๆ ให้ได้เที่ยวชมอีกด้วย โดยการว่าจ้างเรือของคนในพื้นที่เพื่อล่องไปตามทะเลสาบ เพื่อชมถ้ำที่สายน้ำไหลลอดอุโมงค์ถ้า ออกไปสู่ปลายสายน้ำที่เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ และได้สัมผัสกับตลาดขายของแบบวิถีชุมชนท้องถิ่น ที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยว ด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตร และอีกหนึ่งสถานที่สำคัญ คือการไปขอพรที่วัดอ๋านมา ที่เชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของหญิงม่าย ที่ต้อนรับมังกรนั่นเอง ทำให้ผู้คนที่นี่ ตั้งวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อระลึกถึงความดีของนาง และผู้คนที่นี่จะจัดงานเพื่อแสดงความเคารพบูชาและขอพรจากนางเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

ทะเลสาบบาเบ๋ ยังคงรักษาไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ และความสวยงามของธรรมชาติ รอให้ผู้คนที่ชื่นชอบในธรรมชาติมาเยี่ยมเยือน สัมผัสกับบรรยากาศเหล่านี้ และด้วยตำนานการเกิดทะเลสาบแห่งนี้ที่กล่าวมาข้างต้น มันอาจจะเป็นเรื่องปรัมปราที่ไม่น่าเชื่อเกินจริงไป แต่กุศโลบายที่แฝงไว้สู่ผู้คนในพื้นที่รุ่นหลังต่อมาคือ การต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือนด้วยความเป็นมิตรนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อคุณมาเยือนที่นี่ สิ่งหนึ่งที่จะได้กลับไป คือความประทับใจจากความเป็นมิตรของผู้คนที่นี่อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://th.tripadvisor.com/Attraction_Review-g6582231-d2503109-Reviews-Ba_Be_National_Park-Nam_Mau_Bac_Kan_Province.html

Categories
กีฬา

ก้าวต่อไปของ เหงียน ควง ไฮ ในฐานะความหวังอันดับหนึ่ง ของฟุตบอลเวียดนาม

เคยได้สนทนากับชาวเวียดนามที่มาทำงานในประเทศไทย แล้วถามเขาว่า คิดยังไงกับฟอร์มการเล่นของ เหงียน คอง เฟือง ที่ฟอร์มการเล่นของเขาช่วงนี้ไม่ค่อยดี ในฐานะที่เขาเป็นนัมเบอร์วันของเวียดนาม แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “นัมเบอร์วันของเวียดนาม ไม่ใช่คอง เฟือง แต่เป็นควง ไฮ ต่างหาก” ทำไมเขาถึงตอบโดยไม่ลังเลแบบนั้น และท่ามกลางข่าวการย้ายทีมของเจ้าตัว ที่เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในหมู่แฟนบอลเวียดนาม เรามาทำความรู้จักกับดาวเตะหมายเลขหนึ่งคนนี้ กันซักนิดดีกว่า

เหงียน ควง ไฮ เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2540 ปัจจุบันมีอายุ 22 ย่างเข้าสู่ 23 ปี เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก ปัจจุบันเล่นในลีกบ้านเกิดให้กับทีมสโมสรฮานอย หากจะถามว่าทำไมแฟนบอลเวียดนามจึงยกให้เขาเป็นหมายเลข 1 ของทีม คงจะเป็นทักษะทางด้านฟุตบอลและพรสวรรค์ในเชิงลูกหนังอันโดดเด่นของเขา ซึ่งไม่เพียงแค่ดูสนุกด้วยสายตาของท่านผู้ชมเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยวัยเพียงเท่านี้ เขามีรางวัลการันตีความสามารถติดตัวมาแล้วอย่างมากมาย ในนามสโมสรเขาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศกับสโมสรฮานอยไปแล้วถึง 3 สมัย กับฟุตบอลถ้วยในประเทศอีก 2 ใบ ส่วนในนามทีมชาตินั้นเขาก็กวาดมาทั้งแชมป์ซีเกมส์ และแชมป์ เอเอเอฟ ซูซุกิ คัพ แถมด้วยรองแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียชุดอายุไม่เกิน 23 ปีอีกด้วย นอกจากนี้เขายังเคยพาทีมเวียดนามชุดอายุไม่เกิน 20 ปี ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก ของรุ่นอายุนั้นด้วย ต้องนับว่าเป็นความสำเร็จที่สูงมากสำหรับนักฟุตบอลในภูมิภาคอาเซียนของเรา

ส่วนในเรื่องที่เป็นที่พูดถึงสำหรับตัวเขาในขณะนี้คือ ก้าวต่อไปในฐานะนักฟุตบอลอาชีพของเขานั่นเอง เพราะปัจจุบันเห็นได้ชัดว่าเวทีวีลีกของเวียดนามนั้น มันเล็กเกินไปเสียแล้วสำหรับฝีเท้าของเขา ทำให้ต้องมองถึงการย้ายออกไปเล่นยังลีกใหญ่ต่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการเล่น ทั้งรายได้ที่มากกว่า โอกาสพิสูจน์ตัวเอง รวมไปถึงการพัฒนาการเล่นของเขา เพื่อยกระดับฝีเท้าให้เป็นอาวุธสำคัญของทีมชาติเวียดนามให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และก็มีหลายสโมสรจากลีกต่างชาติยื่นข้อเสนอเข้ามาให้เขาพิจารณา ทั้งในญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเจลีก 1 หรือเจลีก 2 เค ลีกเกาหลีใต้ รวมทั้งทีมในลีกยุโรปอีกด้วย แต่หลายฝายที่เกี่ยวข้องกำลังกังวลว่า ข้อเสนอเหล่านั้นจะเป็นเพียงแค่การดึงตัวเขาไปเพื่อเป็นการเปิดตลาดด้านฟุตบอลเพื่อเจาะกลุ่มแฟนบอลในประเทศ และทำให้เขาไม่ได้รับโอกาสลงเล่น จนฟอร์มการเล่นที่เจิดจรัสของเขาหดหายไป เหมือนนักเตะรุ่นพี่หลาย ๆ คนที่ย้ายไปพบกับความล้มเหลวในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เล คอง วินห์, เหงียน คอง เฟือง ที่เจอกับปัญหานี้มาก่อน ทำให้ยังไม่สามารถตัดสินใจกับเส้นทางต่อไปของเขาได้

ทุกคนในวงการฟุตบอลเวียดนาม ต่างตั้งความหวังและเฝ้าจับตาดูก้าวต่อไปของเหงียน ควง ไฮอย่างมาก นับตั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในสมาคม จนถึงเหล่าบรรดาแฟนบอล พวกเขาต่างพยายามที่จะหาทีมที่ดีที่สุด ที่จะช่วยเจียรนัยเพชรเม็ดงามของวงการฟุตบอลเวียดนามเม็ดนี้ ให้เปล่งประกายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะนี่คือความหวังอันดับหนึ่ง ของทีมชาติในกีฬาที่พวกเขารัก เพื่อที่ควง ไฮ จะกลับมาพาทีมชาติของพวกเขา ไปสู่จุดหมายที่สูงขึ้นไปในอนาคตนั่นเอง

เครดิตภาพ : https://www.innnews.co.th/sports/news_537797/

Categories
การท่องเที่ยว

ฮอยอัน แดนเนรมิตกับราตรีที่สว่างไสว

                ฮอยอันเป็นหนึ่งในเมืองน่าเที่ยวของประเทศเวียดนาม ทั้งเรื่องอาหารการกินสตรีทฟู้ดที่ดังขึ้นชื่อ ได้รับประทานอาหารริมน้ำการดื่มเบียร์ วัฒนธรรมการลอยกระทงใบจิ๋วล่องเรือชมวิถีชีวิต กระทั่งบรรยากาศที่แสนโรแมนติก รวมไปถึงเขตเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก จากวันปกติที่น่าเที่ยวอยู่แล้ว พอยิ่งเป็นเทศกาล Hoi An Lantern Festival ระดับความน่าสนใจก็พุ่งปรี๊ดจนต้องรีบจองตั๋ว เก็บกระเป๋าสะพายกล้องแล้วออกเดินทางทันที

เทศกาลโคมไฟฮอยอัน

                ทุกวันที่ขึ้น 15 ค่ำของทุกเดือน ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ เมืองเก่าฮอยอันจะถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล ด้วยเสียงดนตรีจากเครื่องเล่นพื้นบ้าน กลิ่นหอม ๆ ของธูปและเทียน เสียงเอ่ยขานของบทกวี กระทงกระดาษใบน้อยในแม่น้ำทูโบน และแสงสว่างจากโคมไฟนับร้อยพันที่รวมตัวกันเปล่งประกายเฉิดฉายต่อหน้านักท่องเที่ยวจำนวนมาก

                บรรยากาศของงานยังคงไว้ซึ่งความขลังในการเคารพบูชาบรรพบุรุษ มีการเต้นรำตามจังหวะเพลง และพระจันทร์เต็มดวง ที่ส่องสว่างแข่งกับบรรดาโคมไฟและเปลวเทียนจากกระทงกระดาษตามแม่น้ำทูโบน โดยที่ชาวบ้านไม่เปิดไฟกันสักดวง ทว่าแสงสว่างก็มีมากเพียงพอจะทำให้หลงใหลไปกับทิวทัศน์ตรงหน้า ถ้าได้ชุดอ่าวหญ่ายมาใส่แล้วถ่ายรูปคู่กันคงดีไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ในวันเทศกาลโคมไฟนี้จะไม่มีรถรามาวิ่งผ่านให้กวนใจ เพราะมีการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวแบบครบครัน

ลอยเปลวไฟไปกับกระทงกระดาษ

                อีกหนึ่งไฮไลท์ของเทศกาลโคมไฟฮอยอันที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือการลอยกระทงกระดาษ ถึงแม้จะมีกระทงกระดาษให้ลอยกันทุกวันอยู่แล้ว แต่ในวันพระจันทร์เต็มดวงซึ่งเป็นวันจัดเทศกาลโคมไฟ เหล่ากระทงกระดาษใบน้อยก็ยิ่งครึกครื้นกันมากกว่าเดิม เพราะบรรดานักท่องเที่ยวเองก็นิยมซื้อกระทงมาลอยเช่นกัน ซึ่งการจะหากระทงกระดาษมาลอยก็ไม่ใช่เรื่องยากเสียด้วย เพราะมีเหล่าพ่อค้าแม่ขายเดินอยู่ทั่ว ๆ ไป กระทั่งมาเสนอขายให้อยู่บ่อย ๆ ราคาไม่แพงนัก และยังสามารถต่อรองได้อีกด้วย

                กระทงกระดาษนั้นจะลอยไปตามแม่น้ำทูโบน ซึ่งถือเป็นแม่น้ำที่สำคัญมาก เพราะเปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดของฮอยอัน ที่สืบทอดวิถีชีวิตของผู้คนมาช้านาน ว่ากันว่าน้ำมีความทรงจำ ฉะนั้นแล้วแม่น้ำสายนี้ก็เหมือนกลั่นความรู้สึกตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันของชาวฮอยอันไว้ในทุกหยาดหยด ที่ถ้าหากอยากนั่งเรือชมแม่น้ำและริมฝั่งทั้งสองก็มีบริการให้ได้เสพเสน่ห์และกลิ่นอายของฮอยอันได้อย่างเต็มอิ่ม

                เทศกาลโคมไฟฮอยอันทำให้การท่องเที่ยวของเวียดนามครึกครื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะช่างเป็นเทศกาลที่มีเอกลักษณ์ ทั้งยังงดงามและน่าประทับใจ แสงสีหลายหลากของขบวนโคมไฟ กับแสงน้อย ๆ จากกระทงกระดาษที่ลากยาวไปตามแม่น้ำทูโบน ดนตรีและการละเล่นต่าง ๆ ของชาวบ้านผู้เป็นมิตร และมีมุมสวย ๆ มากมายที่เป็นมิตรต่อเลนส์กล้องอย่างถึงที่สุด