Categories
กีฬา

เรือคายัคกีฬาทางน้ำ ที่ต้องห้าม (พลาด) เมื่อมาเยือนเวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่สวยงามมาก ๆ แห่งหนึ่ง ทั้งในสถานที่ที่เป็นแหล่งน้ำจืด เช่นแม่น้ำต่าง ๆ และท้องทะเลอันสวยงามและอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นหากคุณคือนักท่องเที่ยว ที่ไม่ใช่แค่มาพักผ่อนชื่นชมความงาม และถ่ายรูปสวย ๆ ไปอวดเพื่อน แต่เป็นนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบในการออกกำลังกายและนิยมกีฬารวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ แล้วละก็ ถ้าได้ลองกีฬาทางน้ำอย่างการพายเรือคายัค ควบคู่ไปกับการชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของเวียดนามแล้วละก็ คุณจะประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน

การพายเรือคายัค เป็นกีฬาที่เหมาะอย่างมาก ที่จะออกกำลังกายไปพร้อม ๆ กับการท่องเที่ยวชื่นชมความงามของธรรมชาติ โดยสถานที่ที่น่าไปที่สุดเพื่อพายเรือเที่ยว 7 อันดับที่ได้ความนิยมของผู้คนได้แก่

  1. ทะเลสาบโห่เตย หรือเวสต์เลค ในกรุงฮานอย เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในกรุงฮานอย ทะเลสาบแห่งนี้มีทัศนียภาพที่สวยงาม และยังมีโบราณสถานทางวัฒนธรรมให้ชมอีกด้วย ที่สำคัญที่ทะเลสาบแห่งนี้ มีผิวน้ำที่ค่อนข้างสงบ คลื่นและลมไม่แรง สามารถควบคุมเรือได้ง่าย แม้ว่าจะเป็นมือใหม่ก็ตาม
  2. ฮาลองเบย์ หรืออ่าวฮาลอง ถ้าต้องการจะพายเรือชมความงามแล้ว อ่าวฮาลองจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน เพราะระหว่างเส้นทาง จะมีทั้งถ้ำ หินงอกหินย้อย และวิถีชีวิตของหมู่บ้านชาวประมงอีกด้วย
  3. ถ้ำฟองญา การพายเรือคายัคที่ถ้ำฟองญานั้นจะสามารถ ไปได้ถึงสองถึงสองเส้นทาง เส้นทางหนึ่งคือการพายเรือชมธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำซอน และอีกเส้นทางหนึ่งคือ การพายเรือเข้าไปสำรวจภายในถ้ำฟองญา หนึ่งในถ้ำที่มีความสวยงามและใหญ่โต อันดับต้น ๆ ของโลก
  4. แม่น้ำหอม เมืองเว้ การพายเรือคายัคที่แม่น้ำหอม (Huong river) คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เงียบสงบ ชมวิถีชีวิตของผู้คน ริมสองฝั่ง และยังมีเมืองโบราณให้เที่ยวชมอีกด้วย
  5. แม่น้ำหาน เมืองดานัง การพายเรือชมบรรยากาศเมือง ของเมืองทั้งสองฝั่งแม่น้ำหาน ที่เชื่อมด้วยสะพานมังกร รับรองได้เลยว่าแสงสีของเมืองทั้งสองฝั่ง ก็จะทำให้คุณประทับใจได้ไม่แพ้ธรรมชาติสวย ๆ อย่างแน่นอน
  6. ทะเลสาบตู้เหยียนลัม เมืองดาลัด ที่ทะเลสาบแห่งนี้คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศความร่มรื่นและสายลมเย็น ๆ จากเชิงเขา และยังมีป่าสนและเมเปิ้ลเรียงรายอยู่สองข้างทางอีกด้วย
  7. แม่น้ำฮัมโลง เมืองเบนแจ การพายเรือคายัคชมความงามและบรรยากาศอันเงียบสงบ ของดินแดนปากแม่น้ำโขง ชมความเขียวขจีของสวนมะพร้าวเมืองเบนแจ นับว่าเป็นทริปที่ดีเลยทีเดียว

กีฬาทางน้ำอย่างเรือคายัค นับว่าเป็นกีฬาที่เหมาะกับการท่องเที่ยวอย่างมาก เพราะคุณจะได้ทั้งการออกกำลังกาย และความเพลิดเพลินกับบรรยากาศริมน้ำ ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับครอบครัวอีกด้วย อย่าลืม หากคุณมีเวลาวันหยุด และมาพักผ่อนที่เวียดนาม ชวนครอบครัวหรือคนที่คุณรัก ออกไปพายเรือชมความสวยงามตามเส้นทางที่เราเอามาฝาก รับรองว่าคุณจะต้องชอบอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : http://www.asiamastertours.com/exploring/want-to-find-the-true-vietnam-join-in-vietnam-kayaking/

Categories
การท่องเที่ยว

วิถีสโลว์ไลฟ์ ชมทุ่งนาขั้นบันได ที่ปู่หลุง

ถ้าคุณมีวันหยุดยาวสำหรับที่จะเที่ยวพักผ่อนสักช่วงเวลาหนึ่ง แล้วคุณรู้สึกเบื่อกับชีวิตวุ่นวายในเมืองใหญ่ หรือความวุ่นวายของผู้คนในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่าง ๆ อยากจะหลบความวุ่นวายเหล่านั้นออกไปหาที่สงบ ๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันเขียวขจี ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ตามแบบวิถีของผู้คนพื้นถิ่นแล้วละก็ เขตอนุรักษ์ธรรมชาติปู่หลุง (Pu Luong Nature reserve) แห่งนี้ จะทำให้คุณได้รับการพักผ่อนที่คุณปรารถนาอย่างแน่นอน

เขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งนี้ ตั้งอยู่ห่างจากฮานอยออกไปประมาณ 180 กิโลเมตรทางตอนเหนือ เพียงชั่วระยะการเดินทางไม่กี่ชั่วโมง แต่ความเงียบสงบของที่นี่กับความวุ่นวายในเมืองอย่างฮานอย แตกต่างกันราวกับอยู่คนละประเทศ เมื่อคุณเดินทางมาถึง คุณจะพบกับทัศนียภาพอันสวยงามของที่นี่ อันประกอบไปด้วยภูเขาหินปูน หมู่บ้านตามชนบทแบบดั้งเดิม และการทำนาแบบขั้นบันไดของผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ช่างเป็นที่ ที่เหมาะแก่การซ่อนตัวจากความวุ่นวายของโลกภายนอกยิ่งนัก

เริ่มต้นด้วยการเข้าพักในโฮมสเตย์ของผู้คนในท้องถิ่น อันจะทำให้คุณได้สัมผัสกับวิถีชีวิตตามแบบของพวกเขาจริง ๆ ซึ่งชนกลุ่มน้อยในพื้นที่แถบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชนเผ่าม้งและไทดำ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นมิตรและพร้อมจะต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนเป็นอย่างดี ได้พักผ่อน ได้ใช้ชีวิตตามแบบที่ผู้คนเหล่านี้อยู่กันมาหลายรุ่น แล้วยังได้กินอาหารสด ๆ จากฟาร์มในพื้นที่ ประกอบขึ้นเป็นอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนแถบนี้ เพื่อเติมพลังให้กับร่างกาย ก่อนจะออกไปสัมผัสกับกิจกรรมต่าง ๆ บนพื้นที่อันสวยงามของปู่หลุงได้อย่างเต็มที่

กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อมาเยือนเขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งนี้คือกิจกรรมชมไพรในแบบต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากคุณคือนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้นิยมไพรอยู่แล้ว คุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน โดยคุณสามารถเลือกการชมไพรได้โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุดอย่างการเดินป่า หรือถ้าจะให้เหนื่อยน้อยหน่อยอาจเดินทางด้วยการปั่นจักรยาน บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร และไร่นาของชาวบ้านจะเป็นทัศนียภาพอันสวยงามให้คุณตลอดการเดินทาง นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกการเดินทางเพื่อชมไพรทางน้ำได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือคายัค หรือการล่องแม่น้ำด้วยแพไม้ไผ่ เพื่อชมธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่นที่ยังคงใช้ชีวิตตามแบบฉบับดั้งเดิมของตนอยู่ ก็เป็นทางเลือกที่แสนจะเพลิดเพลินอยู่ไม่น้อย

ถ้าชีวิตในเมืองใหญ่ ทั้งการแย่งกันเดินทาง แย่งกันกิน แย่งกันใช้ รวมไปถึงหน้าที่การงาน ทำให้คุณเครียดไปกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน แล้วอยากจะพักผ่อนเพื่อชาร์ตพลังงานให้กับชีวิต ลองหลบปัญหาเหล่านั้น มาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ที่เขตอนุรักษ์ธรรมชาติปู่หลุง ลองใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เพื่อขจัดความเครียดต่าง ๆ ออกไปจากร่างกายและจิตใจ เพื่อกลับไปสู้กับหน้าที่การงานและความวุ่นวายในเมืองได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง

เครดิตภาพ : https://www.volopolo.com/photos/amazing-places/pu-luong-nature-reserve-vietnam/

Categories
การท่องเที่ยว

บาเบ๋ ความเงียบสงบของทะเลสาบที่สวยติดอันดับโลก

เวียดนามได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม จนติดอันดับโลกหลายต่อหลายแห่ง และถ้าจะพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแล้วนั้น ทะเลสาบบาเบ๋ ในอุทยานแห่งชาติบาเบ๋ (Ba Be National park) ก็คือหนึ่งในสิบทะเลสาบที่สวยที่สุดของโลก ดังนั้นหากคุณคือคนที่รักธรรมชาติ การมาเยือนเวียดนาม จะต้องบรรจุทะเลสาบแห่งนี้เข้าไปในแผนการเดินทาง โดยด่วนเลย

อุทยานแห่งชาติบาเบ๋ ตั้งอยู่ห่างจากกรุงฮานอย ออกไปประมาณ 200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว ๆ 4-5 ชั่วโมง ชื่อของบาเบ๋ หมายถึง “สามทะเลสาบ” ในภาษาของชนเผ่าไต อันเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ของประเทศ โดยมีตำนานกล่าวไว้ว่า ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากความพิโรธ ของมังกร ที่จำแลงกายลงมาเป็นหญิงชราที่น่ารังเกียจ เพื่อลองใจมนุษย์ แต่กลับโดนผู้คนขับไล่ด้วยความรังเกียจ นอกจากหญิงม่ายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับลูกชาย ต้อนรับขับสู้หญิงชราคนนั้นอย่างดี หญิงชราคนนั้นจึงกลายร่างกลับเป็นมังกร และสาบให้พื้นที่ในหุบเขาแห่งนี้ ให้กลายเป็นทะเลสาบดังเช่นปัจจุบัน และมีเพียงหญิงม่ายกับลูกชายที่รอดตาย และมังกรยังได้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อเพาะปลูกหล่อเลี้ยงผู้คนสืบไป

เมื่อคุณมาถึงอุทยานแห่งชาติบาเบ๋ คุณจะได้พบกับ บรรยากาศอันเงียบสงบ ของทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ซึ่งทอดกายอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เขียวขจีไปด้วยแมกไม้อันอุดมสมบูรณ์ มีที่พักโฮมสเตย์ ที่ติดริมฝั่งทะเลสาบ ซึ่งสามารถแขวนเปลพักผ่อนริมน้ำเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศ ของธรรมชาติ และออกไปพายเรือในทะเลสาบเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม ในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวได้อีกด้วย หรือจะล่องเรือออกไปเพื่อตกปลาเพลิน ๆ ในแบบที่คุณชอบก็ได้อีกเช่นกัน

นอกจากบรรยากาศอันเงียบสงบของทะเลสาบแล้วที่นี่ ยังมีสถานที่อื่น ๆ ให้ได้เที่ยวชมอีกด้วย โดยการว่าจ้างเรือของคนในพื้นที่เพื่อล่องไปตามทะเลสาบ เพื่อชมถ้ำที่สายน้ำไหลลอดอุโมงค์ถ้า ออกไปสู่ปลายสายน้ำที่เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ และได้สัมผัสกับตลาดขายของแบบวิถีชุมชนท้องถิ่น ที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยว ด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตร และอีกหนึ่งสถานที่สำคัญ คือการไปขอพรที่วัดอ๋านมา ที่เชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของหญิงม่าย ที่ต้อนรับมังกรนั่นเอง ทำให้ผู้คนที่นี่ ตั้งวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อระลึกถึงความดีของนาง และผู้คนที่นี่จะจัดงานเพื่อแสดงความเคารพบูชาและขอพรจากนางเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

ทะเลสาบบาเบ๋ ยังคงรักษาไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ และความสวยงามของธรรมชาติ รอให้ผู้คนที่ชื่นชอบในธรรมชาติมาเยี่ยมเยือน สัมผัสกับบรรยากาศเหล่านี้ และด้วยตำนานการเกิดทะเลสาบแห่งนี้ที่กล่าวมาข้างต้น มันอาจจะเป็นเรื่องปรัมปราที่ไม่น่าเชื่อเกินจริงไป แต่กุศโลบายที่แฝงไว้สู่ผู้คนในพื้นที่รุ่นหลังต่อมาคือ การต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือนด้วยความเป็นมิตรนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อคุณมาเยือนที่นี่ สิ่งหนึ่งที่จะได้กลับไป คือความประทับใจจากความเป็นมิตรของผู้คนที่นี่อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://th.tripadvisor.com/Attraction_Review-g6582231-d2503109-Reviews-Ba_Be_National_Park-Nam_Mau_Bac_Kan_Province.html

Categories
กีฬา

ก้าวต่อไปของ เหงียน ควง ไฮ ในฐานะความหวังอันดับหนึ่ง ของฟุตบอลเวียดนาม

เคยได้สนทนากับชาวเวียดนามที่มาทำงานในประเทศไทย แล้วถามเขาว่า คิดยังไงกับฟอร์มการเล่นของ เหงียน คอง เฟือง ที่ฟอร์มการเล่นของเขาช่วงนี้ไม่ค่อยดี ในฐานะที่เขาเป็นนัมเบอร์วันของเวียดนาม แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “นัมเบอร์วันของเวียดนาม ไม่ใช่คอง เฟือง แต่เป็นควง ไฮ ต่างหาก” ทำไมเขาถึงตอบโดยไม่ลังเลแบบนั้น และท่ามกลางข่าวการย้ายทีมของเจ้าตัว ที่เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในหมู่แฟนบอลเวียดนาม เรามาทำความรู้จักกับดาวเตะหมายเลขหนึ่งคนนี้ กันซักนิดดีกว่า

เหงียน ควง ไฮ เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2540 ปัจจุบันมีอายุ 22 ย่างเข้าสู่ 23 ปี เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก ปัจจุบันเล่นในลีกบ้านเกิดให้กับทีมสโมสรฮานอย หากจะถามว่าทำไมแฟนบอลเวียดนามจึงยกให้เขาเป็นหมายเลข 1 ของทีม คงจะเป็นทักษะทางด้านฟุตบอลและพรสวรรค์ในเชิงลูกหนังอันโดดเด่นของเขา ซึ่งไม่เพียงแค่ดูสนุกด้วยสายตาของท่านผู้ชมเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยวัยเพียงเท่านี้ เขามีรางวัลการันตีความสามารถติดตัวมาแล้วอย่างมากมาย ในนามสโมสรเขาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศกับสโมสรฮานอยไปแล้วถึง 3 สมัย กับฟุตบอลถ้วยในประเทศอีก 2 ใบ ส่วนในนามทีมชาตินั้นเขาก็กวาดมาทั้งแชมป์ซีเกมส์ และแชมป์ เอเอเอฟ ซูซุกิ คัพ แถมด้วยรองแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียชุดอายุไม่เกิน 23 ปีอีกด้วย นอกจากนี้เขายังเคยพาทีมเวียดนามชุดอายุไม่เกิน 20 ปี ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก ของรุ่นอายุนั้นด้วย ต้องนับว่าเป็นความสำเร็จที่สูงมากสำหรับนักฟุตบอลในภูมิภาคอาเซียนของเรา

ส่วนในเรื่องที่เป็นที่พูดถึงสำหรับตัวเขาในขณะนี้คือ ก้าวต่อไปในฐานะนักฟุตบอลอาชีพของเขานั่นเอง เพราะปัจจุบันเห็นได้ชัดว่าเวทีวีลีกของเวียดนามนั้น มันเล็กเกินไปเสียแล้วสำหรับฝีเท้าของเขา ทำให้ต้องมองถึงการย้ายออกไปเล่นยังลีกใหญ่ต่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการเล่น ทั้งรายได้ที่มากกว่า โอกาสพิสูจน์ตัวเอง รวมไปถึงการพัฒนาการเล่นของเขา เพื่อยกระดับฝีเท้าให้เป็นอาวุธสำคัญของทีมชาติเวียดนามให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และก็มีหลายสโมสรจากลีกต่างชาติยื่นข้อเสนอเข้ามาให้เขาพิจารณา ทั้งในญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเจลีก 1 หรือเจลีก 2 เค ลีกเกาหลีใต้ รวมทั้งทีมในลีกยุโรปอีกด้วย แต่หลายฝายที่เกี่ยวข้องกำลังกังวลว่า ข้อเสนอเหล่านั้นจะเป็นเพียงแค่การดึงตัวเขาไปเพื่อเป็นการเปิดตลาดด้านฟุตบอลเพื่อเจาะกลุ่มแฟนบอลในประเทศ และทำให้เขาไม่ได้รับโอกาสลงเล่น จนฟอร์มการเล่นที่เจิดจรัสของเขาหดหายไป เหมือนนักเตะรุ่นพี่หลาย ๆ คนที่ย้ายไปพบกับความล้มเหลวในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เล คอง วินห์, เหงียน คอง เฟือง ที่เจอกับปัญหานี้มาก่อน ทำให้ยังไม่สามารถตัดสินใจกับเส้นทางต่อไปของเขาได้

ทุกคนในวงการฟุตบอลเวียดนาม ต่างตั้งความหวังและเฝ้าจับตาดูก้าวต่อไปของเหงียน ควง ไฮอย่างมาก นับตั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในสมาคม จนถึงเหล่าบรรดาแฟนบอล พวกเขาต่างพยายามที่จะหาทีมที่ดีที่สุด ที่จะช่วยเจียรนัยเพชรเม็ดงามของวงการฟุตบอลเวียดนามเม็ดนี้ ให้เปล่งประกายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะนี่คือความหวังอันดับหนึ่ง ของทีมชาติในกีฬาที่พวกเขารัก เพื่อที่ควง ไฮ จะกลับมาพาทีมชาติของพวกเขา ไปสู่จุดหมายที่สูงขึ้นไปในอนาคตนั่นเอง

เครดิตภาพ : https://www.innnews.co.th/sports/news_537797/

Categories
การท่องเที่ยว

ฮอยอัน แดนเนรมิตกับราตรีที่สว่างไสว

                ฮอยอันเป็นหนึ่งในเมืองน่าเที่ยวของประเทศเวียดนาม ทั้งเรื่องอาหารการกินสตรีทฟู้ดที่ดังขึ้นชื่อ ได้รับประทานอาหารริมน้ำการดื่มเบียร์ วัฒนธรรมการลอยกระทงใบจิ๋วล่องเรือชมวิถีชีวิต กระทั่งบรรยากาศที่แสนโรแมนติก รวมไปถึงเขตเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก จากวันปกติที่น่าเที่ยวอยู่แล้ว พอยิ่งเป็นเทศกาล Hoi An Lantern Festival ระดับความน่าสนใจก็พุ่งปรี๊ดจนต้องรีบจองตั๋ว เก็บกระเป๋าสะพายกล้องแล้วออกเดินทางทันที

เทศกาลโคมไฟฮอยอัน

                ทุกวันที่ขึ้น 15 ค่ำของทุกเดือน ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ เมืองเก่าฮอยอันจะถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล ด้วยเสียงดนตรีจากเครื่องเล่นพื้นบ้าน กลิ่นหอม ๆ ของธูปและเทียน เสียงเอ่ยขานของบทกวี กระทงกระดาษใบน้อยในแม่น้ำทูโบน และแสงสว่างจากโคมไฟนับร้อยพันที่รวมตัวกันเปล่งประกายเฉิดฉายต่อหน้านักท่องเที่ยวจำนวนมาก

                บรรยากาศของงานยังคงไว้ซึ่งความขลังในการเคารพบูชาบรรพบุรุษ มีการเต้นรำตามจังหวะเพลง และพระจันทร์เต็มดวง ที่ส่องสว่างแข่งกับบรรดาโคมไฟและเปลวเทียนจากกระทงกระดาษตามแม่น้ำทูโบน โดยที่ชาวบ้านไม่เปิดไฟกันสักดวง ทว่าแสงสว่างก็มีมากเพียงพอจะทำให้หลงใหลไปกับทิวทัศน์ตรงหน้า ถ้าได้ชุดอ่าวหญ่ายมาใส่แล้วถ่ายรูปคู่กันคงดีไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ในวันเทศกาลโคมไฟนี้จะไม่มีรถรามาวิ่งผ่านให้กวนใจ เพราะมีการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวแบบครบครัน

ลอยเปลวไฟไปกับกระทงกระดาษ

                อีกหนึ่งไฮไลท์ของเทศกาลโคมไฟฮอยอันที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือการลอยกระทงกระดาษ ถึงแม้จะมีกระทงกระดาษให้ลอยกันทุกวันอยู่แล้ว แต่ในวันพระจันทร์เต็มดวงซึ่งเป็นวันจัดเทศกาลโคมไฟ เหล่ากระทงกระดาษใบน้อยก็ยิ่งครึกครื้นกันมากกว่าเดิม เพราะบรรดานักท่องเที่ยวเองก็นิยมซื้อกระทงมาลอยเช่นกัน ซึ่งการจะหากระทงกระดาษมาลอยก็ไม่ใช่เรื่องยากเสียด้วย เพราะมีเหล่าพ่อค้าแม่ขายเดินอยู่ทั่ว ๆ ไป กระทั่งมาเสนอขายให้อยู่บ่อย ๆ ราคาไม่แพงนัก และยังสามารถต่อรองได้อีกด้วย

                กระทงกระดาษนั้นจะลอยไปตามแม่น้ำทูโบน ซึ่งถือเป็นแม่น้ำที่สำคัญมาก เพราะเปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดของฮอยอัน ที่สืบทอดวิถีชีวิตของผู้คนมาช้านาน ว่ากันว่าน้ำมีความทรงจำ ฉะนั้นแล้วแม่น้ำสายนี้ก็เหมือนกลั่นความรู้สึกตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันของชาวฮอยอันไว้ในทุกหยาดหยด ที่ถ้าหากอยากนั่งเรือชมแม่น้ำและริมฝั่งทั้งสองก็มีบริการให้ได้เสพเสน่ห์และกลิ่นอายของฮอยอันได้อย่างเต็มอิ่ม

                เทศกาลโคมไฟฮอยอันทำให้การท่องเที่ยวของเวียดนามครึกครื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะช่างเป็นเทศกาลที่มีเอกลักษณ์ ทั้งยังงดงามและน่าประทับใจ แสงสีหลายหลากของขบวนโคมไฟ กับแสงน้อย ๆ จากกระทงกระดาษที่ลากยาวไปตามแม่น้ำทูโบน ดนตรีและการละเล่นต่าง ๆ ของชาวบ้านผู้เป็นมิตร และมีมุมสวย ๆ มากมายที่เป็นมิตรต่อเลนส์กล้องอย่างถึงที่สุด

Categories
กีฬา

งานแข่งกีฬาระดับชาติของเวียดนาม ที่จัดขึ้นทุก 4 ปี

                อันที่จริงคนไทยเราเองก็ค่อนข้างคุ้นชินกับการแข่งขันกีฬา ไม่ว่าจะระดับไหน ๆ  ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่ว่าจะเป็น กีฬาสีในรั้วโรงเรียน กีฬาเฟรชชี่มหาวิทยาลัย งานบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ กระทั่งวัยทำงานก็ยังเจอการแข่งขันในระดับองค์กร หรือกระทั่งเป็นผู้ปกครองก็ยังต้องมาร่วมแข่งขันกันที่โรงเรียนของลูก ๆ เป็นสัปดาห์ ซึ่งบรรยากาศก็มักจะเต็มไปด้วยเสียงเชียร์เฮสนั่น และผู้คนที่มารวมตัวกันอย่างคึกคัก ซึ่งที่เวียดนามเขาก็มีเหมือนกัน แถมยังเป็นการแข่งระดับประเทศ ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ทุก ๆ  4 ปีเท่านั้น

ทำไมเวียดนามต้องจัดงานแข่งกีฬาระดับประเทศ

                ประเทศเวียดนามถือว่าเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนมาก เห็นได้จากที่มาของกีฬาประจำชาติอย่าง “โววีนัม” ที่ต้องการฝึกความแข็งแกร่งให้กับเยาวชน การจัดแข่งขันระดับยิ่งใหญ่เช่นนี้ก็ไม่ต่าง เป็นเพราะต้องการวัดระดับ และศักยภาพร่างกาย และส่งเสริมการออกกำลังกายของคนในประเทศ โดยมีทีมจากหลากหลายจังหวัดกว่า 60 ทีม มาแข่งกีฬานานาประเภทนับหลักหลายร้อย และเคยจัดมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 1985โดยสี่ปีแรกจะจัดที่ฮานอย แต่ปีหลัง ๆ จะสลับสับเปลี่ยนเมืองที่เป็นสถานที่จัดแข่งขัน เพื่อส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวทั้งภายในและภายนอกประเทศอีกด้วยถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวของแท้

                โดยแต่ละครั้งที่จัด จะจัดที่สนามกีฬาในแต่ละเมือง นอกจากจะกระตุ้นความสนใจของประชาชนได้แล้ว บรรยากาศที่คึกคักก็ยังเป็นอีกหนึ่งสีสันที่จะดึงดูดชาวต่างชาติให้มาลองสัมผัสเหล่านักสู้และกองเชียร์ในสนามกีฬาสักครั้ง

กีฬากับประเทศเวียดนาม

                ประเทศเวียดนามมีการพัฒนาด้านวงการกีฬามาโดยตลอด เพราะนอกจากจะได้ตำแหน่งจ้าวเหรียญทองกีฬาสากลซึ่งถือเป็นก้าวใหญ่ที่สำคัญจากซีเกมส์มาแล้ว แถมยังเป็นประเทศที่จัดซีเกมส์ครั้งที่ 31 อีกด้วย ทางด้าน E-sport ก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีการแยกลีกของเกม LOL มาเป็นลีกอาชีพของตัวเองแล้วอีกต่างหากหรือจากเกม ROV ก็กำลังไต่เต้าพัฒนาฝีมือและความสามารถของนักเล่นเกมอยู่ตลอด

                นอกจากนั้น ประเทศเวียดนามยังนำเอากีฬาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมอีกด้วย เพราะมีการจัดตั้งสถาบัน “โววีนัม” และการกีฬาขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งมีลักษณะเหมือนโรงเรียนกินนอน เพื่ออบรมบ่มนิสัยของเยาวชนภายในประเทศ ให้มีสุขภาพแข็งแรง ฝึกระเบียบวินัย และขัดเกลาจิตใจไปกับการกีฬา

                ซึ่งกีฬา “โววีนัม” เองก็ถือเป็นกีฬาศิลปะป้องกันตัวประจำชาติเวียดนาม ที่ได้รับการผลักดันจนกลายเป็นได้แพร่หลายไปทั่วโลก ทั้งทางยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือกระทั้งแถบโซนเอเชีย ที่ประเทศไทยเองก็มีสมาคมโววีนัมกับเขาเหมือนกัน ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย

                การแข่งขันกีฬาประจำชาติเวียดนาม นอกจากจะทำให้ประเทศได้วัดระดับสุขภาพและศักยภาพของประชาชนแล้ว ยังทำให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพ และออกกำลังกายกันมากขึ้น ทั้งยังสร้างรากฐานของความเป็นทีมให้กับคนในชาติอีกด้วย ซึ่งการแข่งขันที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ย่อมตามมาด้วยการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวทางด้านการท่องเที่ยว ทั้งนี้ทั้งนั้น

Categories
การท่องเที่ยว

ทะเลสาบแห่งความเศร้า กับหุบเขาแห่งความรัก

                ที่เวียดนามถือว่าเป็นประเทศที่ตั้งชื่อสถานที่ท่องเที่ยวได้น่ารักมาก โดยเฉพาะสองที่นี้ที่อยู่ในดาลัดด้วยกันทั้งคู่ ฟังดูแล้วเหมือนตั้งมาเพื่อกันอย่างไรอย่างนั้น แถมเรื่องราวของสองแห่งนี้ก็สอดคล้องกันอย่างดี ฉะนั้นเมื่อได้ก้าวเข้ามาแล้ว กลิ่นอายของความรักกับความเศร้าก็ตีคลุ้งกันตลบอบอวล

หุบเขาแห่งความรัก

                เป็นหุบเขาที่เสมือนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีฉากถ่ายรูปต่าง ๆ (ซึ่งบางที่ก็เสียเงินถ้าหากเผลอลั่นชัตเตอร์ไป ต้องดูกันให้ดีเสียก่อน) มีจุดขายของที่ระลึก มีกิจกรรมให้ทำ เช่น ปั่นจักรยาน ขี่ม้า หรือเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมของคู่รักหนุ่มสาว แถมยังมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า สถานที่แห่งนี้เป็นจุดพบรักของสาวชาวดาลัดกับทหารหนุ่ม ทว่าวันหนึ่งเมื่อการรุกรานของจีนมองโกเลียทำให้ทหารหนุ่มต้องออกปฏิบัติหน้าที่ ทั้งคู่จึงสัญญากันไว้ว่าเมื่อฝ่ายชายกลับมา ก็จะได้แต่งงานกัน แต่แล้วทหารหนุ่มกลับไม่ได้มาตามนัด สาวดาลัดจึงตัดใจ โดดหน้าผาไปเพราะทนความโศกเศร้าที่คิดว่าเสียคนรักไปไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เมื่อทหารหนุ่มกลับมาจากสนามรบและได้ทราบข่าวการจากไปของหญิงสาว เขาจึงฆ่าตัวตายตามไปอย่างสงบชาวดาลัดบางคนจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ดอยสองศพ”

                ที่เป็นจุดเด่นของที่นี่เลยก็คือสถาปัตยกรรมสไตล์เทพนิยายยุโรป บวกกับพืชพรรณไม้นานาชนิด แต่ก็อย่างที่เตือนกันไปแล้วตั้งแต่ต้นว่าส่วนใหญ่จะมีป้ายเก็บเงินติดไว้อยู่ ถ้าใครไม่ติดอะไรก็ลุยได้เลย เพราะมันก็สวยน่าประทับใจสมราคาจริง ๆ

ทะเลสาบแห่งความเศร้า

                เป็นทะเลที่อยู่ตรงกลางและถูกห้อมล้อมด้วยหุบเขาแห่งความรักอีกที ว่ากันว่าที่ได้ชื่อนี้มาเป็นเพราะว่าเมื่อลมพัดผ่านจนได้ยินเสียงหวีดหวิวจากด้านล่าง จะทำให้รู้สึกเศร้าและนึกถึงคู่รักที่หุบเขาแห่งความรัก แต่ก็น่าแปลกที่สถานที่แห่งนี้ก็ยังได้รับความนิยมจากเหล่าคู่รักเช่นกัน เพราะมีกิจกรรมล่องเรือชมทิวทัศน์อันสวยงาม

                หรืออีกตำนานก็เล่ากันมาว่าทหารหนุ่มกับหญิงสาวบอกลากันที่แม่น้ำแห่งนี้ และสัญญาว่านายทหารจะกลับมาในวันประกาศชัยชนะ ทว่าหญิงสาวได้รับข่าวสารที่ผิดมา เธอจึงตัดสินใจปลิดชีวิตของตนโดยการกระโดดลงน้ำ เพื่อยืนยันความซื่อสัตย์ในความรัก เมื่อนายทหารกลับมาและได้ทราบข่าว เขาจึงกระโดดลงน้ำตายตามกันไปด้วย

                จุดเด่นที่น่าสนใจของสถานที่ท่องเที่ยวหลาย ๆ แห่งมักจะมีเรื่องราวที่ผูกติดกันมาเสมอ น่าสนใจว่าสถานที่สองแห่งในดาลัดนี้มีความเกี่ยวเนื่องกันจนเป็นจุดขายที่ขายได้ ถึงแม้ไม่ใช่สถานที่กว้างใหญ่นัก แต่ทั้งหุบเขาแห่งความรักและทะเลสาบแห่งความเศร้าก็มักจะมีนักท่องเที่ยวไหลเวียนเข้ามาเยี่ยมชมอยู่เสมอไม่ขาด เพราะเป็นที่ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ถ้าหากมากันเป็นครอบครัวใหญ่ก็สามารถเดินทอดน่องชมวิวได้อย่างสบาย ๆ

Categories
การท่องเที่ยว

“อุโมงค์กู๋จี”อาวุธลับที่ชาวเวียดกงใช้ในฐานะผู้ชนะสงคราม

                สมัยที่สหรัฐอเมริกาเข้ามารบในสงครามเวียดนาม ชาวเวียดกง (แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามใต้) มีไม้ตายที่ไว้สู้รับกับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งก็คือ “อุโมงค์กู๋จี” ถ้าใครนึกไม่ออก ให้คิดถึงรังมดที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นแต่ละห้อง ๆ แยกกันและมีอุโมงค์เป็นทางเชื่อม แต่อุโมงค์กู๋จีน่าสนใจตรงที่มีทั้งห้องพยาบาล ห้องนอน ห้องครัว แถมยังมีระบบระบายควันเวลาทำอาหารที่โผล่ขึ้นมาจากดินลักษณะคล้ายจอมปลวก และอีกมากมาย ภายในเต็มไปด้วยทหารเวียดกงนับหมื่นคน ปัจจุบันอุโมงค์กู๋จีจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของนครโฮจิมินห์

ประวัติศาสตร์ที่กำหนดโดยการรบแบบกองโจร

                เพราะเวียดนามชนะสงครามที่ยาวนานยืดเยื้อมาถึง 17 ปี แถมฝ่ายที่แพ้ยังคือสหรัฐอเมริกาอีกต่างหาก ถึงแม้เวียดนามเองก็เสียหายมาก คร่าชีวิตประชาชนไปเกือบสามล้านคน แต่การรบแบบกองโจรนี้ก็ยังทำให้อเมริกาล่าถอย ทยอยกลับประเทศจนได้

                การรบแบบกองโจรของชาวเวียดกง คือการวางกับดักไว้ตามพื้นจนลดกำลังทหารของอีกฝ่ายได้ กระทั่งสร้างกลลวงด้วยการใช้รองเท้าแบบกลับด้าน ทำให้ทหารอเมริกาตามรอยได้ยาก อีกทั้งฝาปิดของอุโมงค์มีขนาดแคบเท่าลำตัว ทั้งยังถูกพรางไว้ด้วยกองใบไม้ ทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ถึงจะมีกำลังมากกว่าก็ตาม

อุโมงค์กู๋จี สถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมระดับโลก

เหล่านักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างเฝ้าหวังสักครั้งที่จะได้ไปเยือนสถานที่อันทรงเกียรติที่อุดมไปด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และรอยบาดแผลจากสงคราม ซึ่งมีค่าเข้าชมประมาณ 175 บาทเท่านั้นแต่การเดินชมอุโมงค์กู๋จีไม่ใช่ทางที่สวยงามโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมันทั้งลึก มืด และแคบขนาดที่ว่าต้องโค้งตัวเดิน หรือระดับลึกลงไปอีกก็อาจต้องคลานเอาเลยทีเดียว อีกทั้งอากาศยังไม่ถ่ายเท ในอุโมงค์จึงมีทางออกอยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อให้คนที่ทนไม่ไหวขอออกมาก่อนทั้ง ๆ ที่ความยาวระดับที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม ยาวได้แค่ส่วนเดียวของอุโมงค์เท่านั้น และระดับความลึก ก็ยังเปิดให้ชมแค่ 3 เมตรลงไป ซึ่งถือว่าตื้นที่สุดใน 3 ระดับด้วยซ้ำ

                กระทั่งฝาปิดทางออกก็ยังเล็กและมองดูน่าอึดอัด แถมยังเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่เมื่อได้มาเที่ยวแล้วต้องแชะภาพเก็บกลับไป เพราะเหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่าได้มาเที่ยว และได้สัมผัส รสชาติชีวิตของชาวเวียดกงซึ่งอดทนและพยายามมานับสิบปีจนสามารถนำชัยชนะกลับมาได้ โดยมีแค่หัวมันสำปะหลังต้มเป็นเสบียงเท่านั้น (ซึ่งในการมาเที่ยวที่อุโมงค์กู๋จี เมื่อกลับออกมาแล้ว นักท่องเที่ยวเองก็มีโอกาสได้ชิมอาหารชนิดนี้เช่นกัน)                 เมื่อจบสงคราม บาดแผลที่ยังคงเหลืออยู่อาจมองดูน่าเจ็บปวด แต่ทางรัฐบาลก็พยายามแก้ไขอย่างเต็มที่ อุโมงค์กู๋จีเองก็กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอันเป็นแหล่งรายได้จำนวนมากให้แก่ประเทศ ทั้งยังเป็นเกียรติและใบประกาศให้กับโลกให้เห็นถึงความไม่ย่อท้อ ไม่ยอมถอย ของชาวเวียดกง และกลายเป็นหลักฐานยืนยันการต่อสู้เพื่อชาติเวียดนามสืบไป

Categories
กีฬา

โววีนัม กีฬาประจำชาติเวียดนาม ที่ช่วยสร้างชาติ

                การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ถ้าหากเราได้รับผลประโยชน์พ่วงเป็นการป้องกันตัวด้วยก็คงดีไม่น้อย หลายคนอาจไม่คุ้นกับชื่อ “โววีนัม” ที่เป็นศิลปะป้องกันตัวประจำชาติเวียดนาม ที่ลูกเล็กเด็กแดงของชาวเวียดนามก็พากันศึกษาติดตัวไว้แต่เมื่อได้เปิดใจทำความรู้จักแล้ว กีฬาชนิดนี้นับว่าเป็นการผสมผสานที่ลงตัว และมีการเปิดกว้างให้สามารถดัดแปลงได้อย่างค่อนข้างอิสระทีเดียว เพราะผสมผสานมาจากกีฬาหลายชนิด ทั้งเทควันโด วูซู มวยไทย มวยจีน และศิลปะการป้องกันตัวแขนงอื่น ๆ อีกด้วย

“โววีนัม”กีฬาประจำชาติ

                โว ในที่นี้แปลว่าการต่อสู้ ส่วน วีนัม แทนประเทศเวียดนามนั่นเอง ซึ่งโววีนัมถูกคิดค้นขึ้นในสมัยที่ประเทศนี้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เพื่อให้ชาวเวียดนามได้มีศิลปะการป้องกันตัว ไว้ป้องกันตัวเองเวลาถูกข่มเหงรังแก มีความเข้มแข็ง และเมื่อเวลาผ่านไป กีฬาโววีนัมก็ถูกยอมรับในวงกว้าง ทั้งยังได้บรรจุลงในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ จนได้เผยแพร่ไปทั่วโลก ไม่แม้กระทั่งทางยุโรป

และไม่ง้ออุปกรณ์ใด ๆ เพราะระดับเบื้องต้นของ “โววีนัม” ขอแค่มือ ศอก เท้า เพราะโววีนัมถือเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ปราศจากอาวุธได้ มือคือหมัดไว้ต่อยระยะประชิด ศอกเปรียบดั่งโล่ป้องกันในยามศัตรูโจมตี ส่วนเท้าไว้เตะและรัดคอคู่ต่อสู้ เป็นการจู่โจมเข้าไป ทั้งมวยอ่อนและมวยแข็ง เหมือนหยินและหยาง ฝึกอบรมทั้งด้านจิตใจและกาย อีกทั้งเมื่อฝึกฝนไปจนชำนาญแล้ว สามารถมีเทคนิคผสานเข้ากับอาวุธต่าง ๆ อย่าง พัด ดาบ กระบอง เป็นต้น

“โววีนัม” กีฬาสร้างชาติ

                ในปีพ.ศ.2552 ได้มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาการกีฬาและโววีนัมขึ้นที่ประเทศเวียดนาม หน้าที่ของสถาบันนี้คือคอยกวดขันให้เด็กและเยาวชนที่หลงผิด หรือมีนิสัยเกเร ให้เป็นคนที่ดีขึ้น ผ่านทางการฝึกฝนให้อยู่ในกฎระเบียบ โดยมีตารางเวลาที่แน่ชัด มีการจัดการเรียนให้อย่างครบครัน และที่จะขาดไม่ได้เลยคือการฝึกฝนโววีนัม

                เนื่องจากเป็นสถานที่กวดขัน จึงมีความเข้มงวดสูงมากจนคล้ายคลึงกับระบบทหาร และเพราะเหล่าเยาวชนจะได้กลับบ้านไปหาพ่อแม่แค่เดือนละหนึ่งครั้งเท่านั้น ส่งผลให้มีเด็กหลายคนที่ขอออกจากโรงเรียนกลางคัน แต่เด็กอีกจำนวนหนึ่งก็ค้นพบว่าตัวเขาดีขึ้นได้เพราะโววีนัมและโรงเรียนแห่งนี้

                โววีนัมเป็นกีฬาที่ไม่เพียงแต่สอนให้ต่อสู้อย่างเดียว แต่ยังสอนให้จิตใจมีความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง อันเป็นรากฐานที่รัฐบาลเวียดนามต้องการปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นใหม่ ๆ มีสุขภาพแข็งแรง อีกทั้งมีจิตใจที่โดดเดี่ยว ไม่ถูกใครข่มเหงรังแก การบำบัดเยาวชนด้วยโววีนัมจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับอนาคตของชาติในรุ่นต่อ ๆ ไป เพราะเยาวชนถูกดึงขึ้นมาจากหลุมของอบายมุขทั้งหลาย เช่นยาเสพติด เหล้า บุหรี่ มาทุ่มเทแรงกายแรงใจให้โววีนัมซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติแทน ซึ่งนอกจากจะได้ศิลปะการป้องกันตัวไว้ติดตัวแล้ว ยังสร้างระเบียบวินัยให้ชีวิตอีกด้วย

Categories
การท่องเที่ยว

5 เมืองในเวียดนามที่น่าเยี่ยมชมไปชิม “เบียร์”

                เบียร์นับว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมสูงตลอดกาล ซึ่งแน่นอนว่าสายดื่มก็คงคุ้นเคยกับเบียร์เวียดนามมาไม่มากก็น้อย เพราะรสชาติดีแถมยังราคาถูก ตลาดเบียร์เวียดนามก็เรียกได้ว่าสร้างกำไรมาก เบียร์คราฟต์ดัง ๆ ระดับโลกของเวียดนามก็ไม่เคยแพ้ใคร แถมนักดื่มผู้รักสุขภาพยังมีมากจนทำให้ตลาดเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ 0% เติบโตขึ้นอย่างมากอีกด้วย ทุกวันนี้การเดินทางจากกรุงเทพฯตรงไปเวียดนามก็ง่ายแสนง่าย ดังนั้นจึงไม่แปลกนักที่ชาวไทยหลายคนจะนิยมตีตั๋วเพื่อไปชิมเบียร์ขึ้นชื่อสักครั้ง

เบื่อร้านที่เคยไป เวียดนามเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ดี

                เวียดนามมีร้านหลากหลายที่กระจายตัวอยู่ที่หย่อมของเมือง อาจเป็นดาวโดดเด่นค้างฟ้า หรือช้างเผือกในป่าที่ต้องลงแรงค้นหาเอาหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีคุณค่าในตัวของมัน ทั้งบรรยากาศโดยรอบ รสชาติของเบียร์นุ่ม ๆ ผู้คนที่จะได้พบเจอในแต่ละที่ กระทั่งวัฒนธรรมการกินดื่ม หรือการร้องเพลง ล้วนแล้วแต่แตกต่างและให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การตามล่าไปดื่มเบียร์หลาย ๆ ที่ก็นับเป็นการผจญภัยหาความสุขเล็ก ๆ ที่ถ้าหากมีเวลาพอก็น่าลองไปสัมผัสกับตัวดูสักครั้ง

จดไว้ไม่เสียหาย เมืองที่เป็นมิตรต่อสายดื่มทั้งหลาย

1.ดานังดานังเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องเบียร์คราฟต์ อีกทั้งยังมีร้านมากมายที่ไว้ให้สำหรับผีเสื้อราตรีทั้งหลายบินโฉบฉวยไปลองสัมผัสดูสักครั้ง ร้านดัง ๆ ติดลมบนก็มีอยู่มาก มีหลายระดับให้เลือกเข้าร้าน ทั้งแบบบาร์บนดาดฟ้า หรือตามตรอกถนน ก็ให้ความรู้สึกต่างกันไปอีกแบบ

2.โฮจิมินห์มหานครโฮจิมินห์ซิตี้ก็ไม่น้อยหน้าเรื่องกินเที่ยวดื่มเช่นกัน และยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบให้มีกิจกรรมในร้านด้วยก็คงยิ่งถูกใจที่นี่ เพราะบางร้านก็มี pool party ให้จิบเบียร์พร้อมนอนเอนหลังดูผู้คนเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ชาวต่างชาติเพียบ นับว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าจดจำทีเดียว

3.ฮานอยร้านที่ฮานอย ส่วนใหญ่จะถูกใจสายฟังเพลง จิบเบียร์ไป ฟังเพลงไปเคลิ้ม ๆ เพราะเค้ามีแยกร้านชัดเจน แนวเพลงทั้งแบบ Jazz หรือ Disco ก็มี เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละร้าน

4.ดาลัดอีกหนึ่งไฮไลท์ของร้านเด็ดร้านดังที่ดาลัด ก็คือโต๊ะพูลที่มีไว้บริการให้ลูกค้าสังสรรค์คลายเครียดกันให้เต็มอิ่ม แถมช่วงมีบอลโลก ก็สามารถมาหาเพื่อนเชียร์ด้วยกันที่ร้านใจกลางเมืองได้ไม่ยาก

5.ฮอยอันบาร์อันดับหนึ่งในใจนักท่องเที่ยวที่ฮอยอันมีลักษณะที่โดดเด่นคือดนตรีสด ที่สุดของความลงตัวที่ผสมผสานระหว่างบรรยากาศ นักดนตรี เพื่อนนักดื่ม และเบียร์

                การตระเวนดื่มเบียร์อาจฟังดูลำบากยุ่งยาก แต่ที่เวียดนาม ล้วนแล้วแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเอื้อให้เราทุกอย่างไม่ต่างจากประเทศไทยมากนัก ขอเพียงเตรียมกายเตรียมใจ และเงินในกระเป๋าให้พร้อม โลกกว้างในแก้วทรงสูงก็พร้อมเปิดให้เราดื่มด่ำไปกับรสชาติสีทอง ครึกครื้นไปกับจังหวะเพลง และเผลอโยกหัวตามแบบไม่รู้ตัว