Categories
การท่องเที่ยว

ชมความงดงามของดินแดนมรดกโลก ที่ถ้ำฟองญา

Phong Nha caves หรือถ้ำฟองญา หนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่งของเวียดนาม ถ้าแห่งนี้สวยงามและทรงคุณค่า จนได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ เมื่อปี 2003 เพราะฉะนั้น ฟองญาจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่จะต้องแวะเวียนมาเยี่ยมชมความงดงามให้ได้ ถ้าหากมีโอกาสได้มาเวียดนาม

ถ้ำฟองญาตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟองญา-แกบาง ซึ่งเป็นอุทยานภูเขาหินปูนโบราณอายุกว่า 400 ล้านปี ซึ่งนับเป็นอุทยานหินที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ตั้งอยู่ห่างออกไปทางเหนือของเมืองดองฮอยราว 50 กิโลเมตร ถ้ำฟองญาถูกค้นพบครั้งแรกในช่วงสงครามอเมริกาช่วงปี 1899 และถ้ำแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานพยาบาลในช่วงสงคราม หลังจากนั้นมีการสำรวจถ้ำโดยนักสำรวจชาวอังกฤษพบว่าถ้ำแห่งนี้มีความยาวถึง ราว ๆ 7,700 เมตร และมีความสูง 50 เมตร ถ้ำฟองญาแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำซอน จากการที่น้ำใต้ดินไหลมารวมกันภายในถ้ำก่อนจะไหลออกมาภายนอก และด้วยเหตุนี้ เมื่อรวมกับองค์ประกอบอื่น ๆ ของถ้ำจึงทำให้ถ้ำแห่งนี้เป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักสำรวจว่า เป็นถ้ำอันดับ 1 ของโลก เพราะมีสิ่งที่พิเศษกว่าถ้ำอื่น ๆ ในโลกถึง 4 อย่างด้วยกัน ประกอบไปด้วย มีสายน้ำลอดที่ยาวที่สุด โถงถ้ำมีความสูงที่สุด ความยาวถ้ำยาวที่สุด และคูหาถ้ำมีความกว้างที่สุดนั่นเอง

ภายในถ้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยรูปร่างสวยงามแปลกตา สะท้อนกับแสงแล้วงดงามเกินจินตนาการได้ โดยการเที่ยวชมในถ้ำแห่งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 โซน ได้แก่ ทไวไลท์ โซน และดาร์ก โซน หรือโซนสว่างและโซนมืดนั่นเอง ในทไวไลท์ โซนมีความยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร จะมีการประดับด้วยไฟสีสันสวยงาม ส่องกระทบกับหินงอกหินย้อยภายในถ้ำ ทำให้ผลึกหินเปล่งประกายงดงามอย่างมาก ทั้งยังมีลำธารใต้ดินที่ใสสะอาด จนมองเห็นสัตว์น้ำในลำธารอีกด้วย ส่วนในพื้นที่ดาร์กโซนนั้น เมื่อพ้นเขตแสงไฟ ภายในถ้ำจะค่อย ๆ มืดลงจนมืดสนิท ต้องใช้การนำทางของไกด์ที่ชำนาญพื้นที่เพียงอย่างเดียวจึงจะเข้าไปได้ เพราะนอกจากภายในจะมืดแล้วระยะทางยังทอดยาวถึงราว ๆ 4.5 กิโลเมตรเลยทีเดียว และภายในยังมีสัตว์กลางคืน หรือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในความมืดอาศัยอยู่ภายในถ้ำอีกด้วย อาจจะฟังดูน่ากลัวและชวนหวาดเสียวไม่น้อย แต่ก็ท้าทายให้เข้าไปสำรวจซักครั้งในชีวิต

ถ้าหากคุณมีความชื่นชอบการท่องเที่ยวและการสำรวจธรรมชาติคนหนึ่ง และถ้าหากได้มีโอกาสมาท่องเที่ยวบนแผ่นดินเวียดนามซักครั้ง ถ้ำฟองญานับเป็นสถานที่หนึ่งที่ควรจะบรรจุอยู่ในแผนการเดินทางของคุณเป็นลำดับต้น ๆ หากมีโอกาสได้มาแล้ว การมาล่องเรือตามลำแม่น้ำซอน เพื่อเข้าไปชื่นชมเก็บบันทึกความทรงจำที่สวยงามของถ้ำฟองญา จะเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าและติดตาตรึงใจ ของคุณกลับไปอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.l2btour.com/reviews/teaw-PhongNhaCaves.html

Categories
การท่องเที่ยว

กงด๋าว ความงดงามของท้องทะเลหาดทรายขาว และเรื่องราวของประวัติศาสตร์

หมู่เกาะทางใต้สุดของเวียดนามแห่งนี้ ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดสงคราม ที่นี่ถูกใช้เป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมือง ทั้งในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส และช่วงสงครามเวียดนาม นักโทษจำนวนมากมายถูกส่งมาที่นี่ เพื่อควบคุมกักตัว และใช้แรงงานในการสร้างท่าเทียบเรือให้กับที่นี่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ กาลเวลาเลื่อนผ่านไปเกือบจะ 50 ปี สถานที่คุมขังนักโทษในอดีตทิ้งไว้เพียงอาคารเก่า ๆ ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหนาแน่นมิดชิด ของสถานที่ที่เคยเป็นคุกอันโหดร้ายนี้ ไม่เหลือความน่ากลัวดังที่เคยเป็นในอดีต เหลือเพียงความงดงาม ผืนน้ำสีฟ้าสดใสของท้องทะเล หาดทรายขาวสะอาดและเงียบสงบ ราวกับเกาะสวรรค์ในจินตนาการก็ว่าได้

เกาะกงด๋าว ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเวียดนามเป็นเกาะที่มีเกาะเล็ก ๆ น้อยตั้งอยู่รายล้อมอีก 15 เกาะ อยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ประมาณ 230 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินเพียงแค่ 45 นาทีเท่านั้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าอยู่ห่างกันเพียงแค่นี้ แต่ความเงียบสงบของที่นี่ ต่างกันราวอยู่คนละโลกกับความวุ่นวายจอแจในเมือง หากมาเยือนที่เกาะแห่งนี้ จะมีสถานที่ให้ได้เที่ยวชมแบ่งเป็น 3 สถานที่หลัก ๆ ดังนี้

วนอุทยานแห่งชาติกงด๋าว ประกอบไปด้วยท้องทะเลอันสวยงาม หาดทรายที่เงียบสงบและขาวสะอาด อันเป็นที่วางไข่ของเต่าหายากหลายชนิด และใต้ผืนน้ำที่งดงามนั้น ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของปะการังอยู่มาก เหมาะแก่การดำน้ำชมปะการังเป็นที่สุด

พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งเกาะกงด๋าว เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนาม ในสมัยสงครามต่อต้านฝรั่งเศส และการคุมขังนักโทษทางการเมือง โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงอยู่ในสถานที่อันเป็นอดีตที่พักของผู้บัญชาการฝรั่งเศสนั่นเอง

โบราณสถานเรือนจำกงด๋าว เรือนจำแห่งนี้สร้างขึ้นโดยทหารฝรั่งเศสในปี 1862 เป็นเรือนจำที่แข็งแรงมั่นคงอย่างมาก เพื่อใช้เป็นสถานกักกันนักโทษในช่วงยุคอาณานิคมฝรั่งเศส โดยนักโทษที่ถูกคุมขังที่คุกแห่งนี้ จะถูกจับให้อยู่แบบเปลือยกาย และใช้แรงงานอย่างหนัก ไปจนกระทั่งเสียชีวิต ปัจจุบันเรือนจำแห่งนี้ยังคงอนุรักษ์ไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แทบจะทุกส่วนเลยทีเดียว

ทุกวันนี้เกาะกงด๋าวยังคงรอคอยให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัส ทั้งในความงดงามของท้องทะเล ความเงียบสงบของชายหาด ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำและปะการังใต้ท้องทะเล รวมทั้งเรื่องราวความโหดร้ายทารุณของประวัติศาสตร์ นับว่าเป็นสถานที่ ที่ได้ทั้งท่องเที่ยวชมความงาม และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้ในที่เดียว เกาะแห่งนี้จึงเหมาะแก่การมาเที่ยวชมอย่างยิ่งโดยช่วงเวลาที่เหมาะจะมาชมความงามของเกาะกงด๋าว จะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่ทะเลสงบ ไม่มีลมมรสุม ทำให้สามารถชื่นชมความงามของท้องทะเล และปะการังได้อย่างเต็มที่ ทุกวันนี้เริ่มจะมีการก่อสร้างรีสอร์ทและโรงแรม รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไว้รองรับนักท่องเที่ยวบนเกาะแห่งนี้บางแล้ว ทำให้การมาเที่ยวที่นี่ค่อนข้างจะสะดวกสบายพอสมควร หากมาเยือนเวียดนาม ไม่ควรพลาดที่จะมาชมเกาะสวรรค์แห่งทะเลใต้ของเวียดนามแห่งนี้ รับรองว่าคุ้มค่าการเดินทางอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://travel.mthai.com/world-travel/125141.html

Categories
การท่องเที่ยว

เที่ยวดั๊กลัก เมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีดีแค่นางงามกับกาแฟ

ดักลักเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ ห่างจากนครโฮจิมินห์ออกไปราว 400 กิโลเมตร เมืองแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะพื้นที่เพาะปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม และเมืองแห่งนี้ถูกนำเสนอจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก ในฐานะที่เป็นเมืองบ้านเกิดของ เฮอ เฮิน เนีย สาวงามจากเวียดนาม ที่ผ่านเข้าถึงรอบ 5 คนสุดท้ายบนเวทีประกวดนางงามจักรวาล เมื่อปี 2018 อีกด้วย ซึ่งสาวงามคนนี้เธอเป็นชนเผ่าเอเด ที่มีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองนี้ และเธอได้นำเรื่องราวที่น่าสนใจของชนเผ่าชาติพันธุ์ของเธอ ไปถ่ายทอดให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จัก

ดังนั้นแน่นอนว่าถ้าคุณมาเยือนดักลักแล้ว สิ่งที่คุณจะต้องไปสัมผัสให้ได้ก็คือ ไร่กาแฟเพื่อลิ้มรสชาติกาแฟเวียดนามสด ๆ จากแหล่งผลิต รวมทั้งการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับกาแฟก่อนที่จะมาสู่ผู้บริโภคอย่างเรา และอีกอย่างหนึ่งคือการไปสัมผัสวิถีชีวิตของชนเผ่าเอเด ที่ได้ฟังเรื่องราวของพวกเขาผ่านทาง มิสเวียดนามที่ถ่ายทอดออกมาให้เราได้ทราบบ้างแล้วนั่นแหละ ว่าวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและเงียบสงบของพวกเขาเป็นอย่างไร แต่ไม่ใช่ว่าจะมีสิ่งดี ๆ ในดักลักเพียงแค่สองอย่างนี้ ไหน ๆ ได้มาเยือนถิ่นนี้แล้ว นอกจากวิถีชีวิตและกาแฟแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็นับว่า ห้ามพลาดด้วยเช่นกัน

น้ำตกเดรย์ ซับ และ น้ำตกเดรย์ นัว น้ำตกทั้งสองตั้งอยู่ห่างจากบวนมาถ็วต ไปทางตะวันตกเฉียงใต้เพียง 25 กิโลเมตร นับเป็นสถานที่ผักผ่อนยอดนิยมของผู้คนที่มาเยือนแถบนี้ น้ำตกทั้งสองอยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร ตกลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 30 เมตร แล้วน้ำตกทั้งสองสายจะไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสายเดียวคือแม่น้ำสเรปก จนได้ชื่อเล่นว่าน้ำตก ผัว-เมียอีกด้วย

อุทยานแห่งชาติ หยก ดง อุทยานแห่งนี้มีชื่อเสียงที่สุด ในภาคใต้ของเวียดนาม เป็นพื้นที่สีเขียวที่สำคัญของประเทศ และยังมีต้นไม้หายากบางชนิดที่มีเฉพาะถิ่นนี้อีกด้วย

เจดีย์สักทูไคดอน (Sac Tu Khai Don) เจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2494 เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นจากหินและไม้ เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมของ ชนเผ่าเอเดและเวียดนามแบบดั้งเดิม และเจดีย์แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ทางพุทธศาสนาเพียงไม่กี่แห่ง กลางพื้นที่ที่เต็มไปด้วยคริสเตียนอย่าง บวนมาถ๊วต

ขี่ช้างที่บวนดุง หมู่บ้านบวนดุงตั้งอยู่ห่างจากบวนมาถ๊วตประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นสถานที่ฝึกหัดช้างป่า และยังให้บริการขี่ช้างแก่นักท่องเที่ยว โดยจะขี่ช้างชมบรรยากาศโดยรอบที่มีทั้งแม่น้ำลำธาร ป่าไม้เขียวขจี และหมู่บ้านเก่า ๆ อีกด้วย

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวดังที่กล่าวมา กาแฟสด ๆ และวิถีชีวิตของผู้คนอันเป็นบ้านเกิดนางงามแล้ว ดักลักยังมีสิ่งสวยงามและเรื่องราวน่าสนใจอีกหลายอย่างรอคุณมาสัมผัส และสามารถพูดได้เลยว่า ดักลักคือดินแดนหนึ่งที่ห้ามพลาดเมื่อคุณมาเยือนเวียดนาม

เครดิตภาพ : https://saigonriders.com/top-things-to-do-in-dak-lak/