Categories
กีฬา

งานแข่งกีฬาระดับชาติของเวียดนาม ที่จัดขึ้นทุก 4 ปี

                อันที่จริงคนไทยเราเองก็ค่อนข้างคุ้นชินกับการแข่งขันกีฬา ไม่ว่าจะระดับไหน ๆ  ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่ว่าจะเป็น กีฬาสีในรั้วโรงเรียน กีฬาเฟรชชี่มหาวิทยาลัย งานบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ กระทั่งวัยทำงานก็ยังเจอการแข่งขันในระดับองค์กร หรือกระทั่งเป็นผู้ปกครองก็ยังต้องมาร่วมแข่งขันกันที่โรงเรียนของลูก ๆ เป็นสัปดาห์ ซึ่งบรรยากาศก็มักจะเต็มไปด้วยเสียงเชียร์เฮสนั่น และผู้คนที่มารวมตัวกันอย่างคึกคัก ซึ่งที่เวียดนามเขาก็มีเหมือนกัน แถมยังเป็นการแข่งระดับประเทศ ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ทุก ๆ  4 ปีเท่านั้น

ทำไมเวียดนามต้องจัดงานแข่งกีฬาระดับประเทศ

                ประเทศเวียดนามถือว่าเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนมาก เห็นได้จากที่มาของกีฬาประจำชาติอย่าง “โววีนัม” ที่ต้องการฝึกความแข็งแกร่งให้กับเยาวชน การจัดแข่งขันระดับยิ่งใหญ่เช่นนี้ก็ไม่ต่าง เป็นเพราะต้องการวัดระดับ และศักยภาพร่างกาย และส่งเสริมการออกกำลังกายของคนในประเทศ โดยมีทีมจากหลากหลายจังหวัดกว่า 60 ทีม มาแข่งกีฬานานาประเภทนับหลักหลายร้อย และเคยจัดมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 1985โดยสี่ปีแรกจะจัดที่ฮานอย แต่ปีหลัง ๆ จะสลับสับเปลี่ยนเมืองที่เป็นสถานที่จัดแข่งขัน เพื่อส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวทั้งภายในและภายนอกประเทศอีกด้วยถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวของแท้

                โดยแต่ละครั้งที่จัด จะจัดที่สนามกีฬาในแต่ละเมือง นอกจากจะกระตุ้นความสนใจของประชาชนได้แล้ว บรรยากาศที่คึกคักก็ยังเป็นอีกหนึ่งสีสันที่จะดึงดูดชาวต่างชาติให้มาลองสัมผัสเหล่านักสู้และกองเชียร์ในสนามกีฬาสักครั้ง

กีฬากับประเทศเวียดนาม

                ประเทศเวียดนามมีการพัฒนาด้านวงการกีฬามาโดยตลอด เพราะนอกจากจะได้ตำแหน่งจ้าวเหรียญทองกีฬาสากลซึ่งถือเป็นก้าวใหญ่ที่สำคัญจากซีเกมส์มาแล้ว แถมยังเป็นประเทศที่จัดซีเกมส์ครั้งที่ 31 อีกด้วย ทางด้าน E-sport ก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีการแยกลีกของเกม LOL มาเป็นลีกอาชีพของตัวเองแล้วอีกต่างหากหรือจากเกม ROV ก็กำลังไต่เต้าพัฒนาฝีมือและความสามารถของนักเล่นเกมอยู่ตลอด

                นอกจากนั้น ประเทศเวียดนามยังนำเอากีฬาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมอีกด้วย เพราะมีการจัดตั้งสถาบัน “โววีนัม” และการกีฬาขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งมีลักษณะเหมือนโรงเรียนกินนอน เพื่ออบรมบ่มนิสัยของเยาวชนภายในประเทศ ให้มีสุขภาพแข็งแรง ฝึกระเบียบวินัย และขัดเกลาจิตใจไปกับการกีฬา

                ซึ่งกีฬา “โววีนัม” เองก็ถือเป็นกีฬาศิลปะป้องกันตัวประจำชาติเวียดนาม ที่ได้รับการผลักดันจนกลายเป็นได้แพร่หลายไปทั่วโลก ทั้งทางยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือกระทั้งแถบโซนเอเชีย ที่ประเทศไทยเองก็มีสมาคมโววีนัมกับเขาเหมือนกัน ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย

                การแข่งขันกีฬาประจำชาติเวียดนาม นอกจากจะทำให้ประเทศได้วัดระดับสุขภาพและศักยภาพของประชาชนแล้ว ยังทำให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพ และออกกำลังกายกันมากขึ้น ทั้งยังสร้างรากฐานของความเป็นทีมให้กับคนในชาติอีกด้วย ซึ่งการแข่งขันที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ย่อมตามมาด้วยการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวทางด้านการท่องเที่ยว ทั้งนี้ทั้งนั้น

Categories
การท่องเที่ยว

ทะเลสาบแห่งความเศร้า กับหุบเขาแห่งความรัก

                ที่เวียดนามถือว่าเป็นประเทศที่ตั้งชื่อสถานที่ท่องเที่ยวได้น่ารักมาก โดยเฉพาะสองที่นี้ที่อยู่ในดาลัดด้วยกันทั้งคู่ ฟังดูแล้วเหมือนตั้งมาเพื่อกันอย่างไรอย่างนั้น แถมเรื่องราวของสองแห่งนี้ก็สอดคล้องกันอย่างดี ฉะนั้นเมื่อได้ก้าวเข้ามาแล้ว กลิ่นอายของความรักกับความเศร้าก็ตีคลุ้งกันตลบอบอวล

หุบเขาแห่งความรัก

                เป็นหุบเขาที่เสมือนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีฉากถ่ายรูปต่าง ๆ (ซึ่งบางที่ก็เสียเงินถ้าหากเผลอลั่นชัตเตอร์ไป ต้องดูกันให้ดีเสียก่อน) มีจุดขายของที่ระลึก มีกิจกรรมให้ทำ เช่น ปั่นจักรยาน ขี่ม้า หรือเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมของคู่รักหนุ่มสาว แถมยังมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า สถานที่แห่งนี้เป็นจุดพบรักของสาวชาวดาลัดกับทหารหนุ่ม ทว่าวันหนึ่งเมื่อการรุกรานของจีนมองโกเลียทำให้ทหารหนุ่มต้องออกปฏิบัติหน้าที่ ทั้งคู่จึงสัญญากันไว้ว่าเมื่อฝ่ายชายกลับมา ก็จะได้แต่งงานกัน แต่แล้วทหารหนุ่มกลับไม่ได้มาตามนัด สาวดาลัดจึงตัดใจ โดดหน้าผาไปเพราะทนความโศกเศร้าที่คิดว่าเสียคนรักไปไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เมื่อทหารหนุ่มกลับมาจากสนามรบและได้ทราบข่าวการจากไปของหญิงสาว เขาจึงฆ่าตัวตายตามไปอย่างสงบชาวดาลัดบางคนจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ดอยสองศพ”

                ที่เป็นจุดเด่นของที่นี่เลยก็คือสถาปัตยกรรมสไตล์เทพนิยายยุโรป บวกกับพืชพรรณไม้นานาชนิด แต่ก็อย่างที่เตือนกันไปแล้วตั้งแต่ต้นว่าส่วนใหญ่จะมีป้ายเก็บเงินติดไว้อยู่ ถ้าใครไม่ติดอะไรก็ลุยได้เลย เพราะมันก็สวยน่าประทับใจสมราคาจริง ๆ

ทะเลสาบแห่งความเศร้า

                เป็นทะเลที่อยู่ตรงกลางและถูกห้อมล้อมด้วยหุบเขาแห่งความรักอีกที ว่ากันว่าที่ได้ชื่อนี้มาเป็นเพราะว่าเมื่อลมพัดผ่านจนได้ยินเสียงหวีดหวิวจากด้านล่าง จะทำให้รู้สึกเศร้าและนึกถึงคู่รักที่หุบเขาแห่งความรัก แต่ก็น่าแปลกที่สถานที่แห่งนี้ก็ยังได้รับความนิยมจากเหล่าคู่รักเช่นกัน เพราะมีกิจกรรมล่องเรือชมทิวทัศน์อันสวยงาม

                หรืออีกตำนานก็เล่ากันมาว่าทหารหนุ่มกับหญิงสาวบอกลากันที่แม่น้ำแห่งนี้ และสัญญาว่านายทหารจะกลับมาในวันประกาศชัยชนะ ทว่าหญิงสาวได้รับข่าวสารที่ผิดมา เธอจึงตัดสินใจปลิดชีวิตของตนโดยการกระโดดลงน้ำ เพื่อยืนยันความซื่อสัตย์ในความรัก เมื่อนายทหารกลับมาและได้ทราบข่าว เขาจึงกระโดดลงน้ำตายตามกันไปด้วย

                จุดเด่นที่น่าสนใจของสถานที่ท่องเที่ยวหลาย ๆ แห่งมักจะมีเรื่องราวที่ผูกติดกันมาเสมอ น่าสนใจว่าสถานที่สองแห่งในดาลัดนี้มีความเกี่ยวเนื่องกันจนเป็นจุดขายที่ขายได้ ถึงแม้ไม่ใช่สถานที่กว้างใหญ่นัก แต่ทั้งหุบเขาแห่งความรักและทะเลสาบแห่งความเศร้าก็มักจะมีนักท่องเที่ยวไหลเวียนเข้ามาเยี่ยมชมอยู่เสมอไม่ขาด เพราะเป็นที่ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ถ้าหากมากันเป็นครอบครัวใหญ่ก็สามารถเดินทอดน่องชมวิวได้อย่างสบาย ๆ

Categories
การท่องเที่ยว

“อุโมงค์กู๋จี”อาวุธลับที่ชาวเวียดกงใช้ในฐานะผู้ชนะสงคราม

                สมัยที่สหรัฐอเมริกาเข้ามารบในสงครามเวียดนาม ชาวเวียดกง (แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามใต้) มีไม้ตายที่ไว้สู้รับกับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งก็คือ “อุโมงค์กู๋จี” ถ้าใครนึกไม่ออก ให้คิดถึงรังมดที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นแต่ละห้อง ๆ แยกกันและมีอุโมงค์เป็นทางเชื่อม แต่อุโมงค์กู๋จีน่าสนใจตรงที่มีทั้งห้องพยาบาล ห้องนอน ห้องครัว แถมยังมีระบบระบายควันเวลาทำอาหารที่โผล่ขึ้นมาจากดินลักษณะคล้ายจอมปลวก และอีกมากมาย ภายในเต็มไปด้วยทหารเวียดกงนับหมื่นคน ปัจจุบันอุโมงค์กู๋จีจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของนครโฮจิมินห์

ประวัติศาสตร์ที่กำหนดโดยการรบแบบกองโจร

                เพราะเวียดนามชนะสงครามที่ยาวนานยืดเยื้อมาถึง 17 ปี แถมฝ่ายที่แพ้ยังคือสหรัฐอเมริกาอีกต่างหาก ถึงแม้เวียดนามเองก็เสียหายมาก คร่าชีวิตประชาชนไปเกือบสามล้านคน แต่การรบแบบกองโจรนี้ก็ยังทำให้อเมริกาล่าถอย ทยอยกลับประเทศจนได้

                การรบแบบกองโจรของชาวเวียดกง คือการวางกับดักไว้ตามพื้นจนลดกำลังทหารของอีกฝ่ายได้ กระทั่งสร้างกลลวงด้วยการใช้รองเท้าแบบกลับด้าน ทำให้ทหารอเมริกาตามรอยได้ยาก อีกทั้งฝาปิดของอุโมงค์มีขนาดแคบเท่าลำตัว ทั้งยังถูกพรางไว้ด้วยกองใบไม้ ทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ถึงจะมีกำลังมากกว่าก็ตาม

อุโมงค์กู๋จี สถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมระดับโลก

เหล่านักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างเฝ้าหวังสักครั้งที่จะได้ไปเยือนสถานที่อันทรงเกียรติที่อุดมไปด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และรอยบาดแผลจากสงคราม ซึ่งมีค่าเข้าชมประมาณ 175 บาทเท่านั้นแต่การเดินชมอุโมงค์กู๋จีไม่ใช่ทางที่สวยงามโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมันทั้งลึก มืด และแคบขนาดที่ว่าต้องโค้งตัวเดิน หรือระดับลึกลงไปอีกก็อาจต้องคลานเอาเลยทีเดียว อีกทั้งอากาศยังไม่ถ่ายเท ในอุโมงค์จึงมีทางออกอยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อให้คนที่ทนไม่ไหวขอออกมาก่อนทั้ง ๆ ที่ความยาวระดับที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม ยาวได้แค่ส่วนเดียวของอุโมงค์เท่านั้น และระดับความลึก ก็ยังเปิดให้ชมแค่ 3 เมตรลงไป ซึ่งถือว่าตื้นที่สุดใน 3 ระดับด้วยซ้ำ

                กระทั่งฝาปิดทางออกก็ยังเล็กและมองดูน่าอึดอัด แถมยังเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่เมื่อได้มาเที่ยวแล้วต้องแชะภาพเก็บกลับไป เพราะเหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่าได้มาเที่ยว และได้สัมผัส รสชาติชีวิตของชาวเวียดกงซึ่งอดทนและพยายามมานับสิบปีจนสามารถนำชัยชนะกลับมาได้ โดยมีแค่หัวมันสำปะหลังต้มเป็นเสบียงเท่านั้น (ซึ่งในการมาเที่ยวที่อุโมงค์กู๋จี เมื่อกลับออกมาแล้ว นักท่องเที่ยวเองก็มีโอกาสได้ชิมอาหารชนิดนี้เช่นกัน)                 เมื่อจบสงคราม บาดแผลที่ยังคงเหลืออยู่อาจมองดูน่าเจ็บปวด แต่ทางรัฐบาลก็พยายามแก้ไขอย่างเต็มที่ อุโมงค์กู๋จีเองก็กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอันเป็นแหล่งรายได้จำนวนมากให้แก่ประเทศ ทั้งยังเป็นเกียรติและใบประกาศให้กับโลกให้เห็นถึงความไม่ย่อท้อ ไม่ยอมถอย ของชาวเวียดกง และกลายเป็นหลักฐานยืนยันการต่อสู้เพื่อชาติเวียดนามสืบไป

Categories
กีฬา

โววีนัม กีฬาประจำชาติเวียดนาม ที่ช่วยสร้างชาติ

                การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ถ้าหากเราได้รับผลประโยชน์พ่วงเป็นการป้องกันตัวด้วยก็คงดีไม่น้อย หลายคนอาจไม่คุ้นกับชื่อ “โววีนัม” ที่เป็นศิลปะป้องกันตัวประจำชาติเวียดนาม ที่ลูกเล็กเด็กแดงของชาวเวียดนามก็พากันศึกษาติดตัวไว้แต่เมื่อได้เปิดใจทำความรู้จักแล้ว กีฬาชนิดนี้นับว่าเป็นการผสมผสานที่ลงตัว และมีการเปิดกว้างให้สามารถดัดแปลงได้อย่างค่อนข้างอิสระทีเดียว เพราะผสมผสานมาจากกีฬาหลายชนิด ทั้งเทควันโด วูซู มวยไทย มวยจีน และศิลปะการป้องกันตัวแขนงอื่น ๆ อีกด้วย

“โววีนัม”กีฬาประจำชาติ

                โว ในที่นี้แปลว่าการต่อสู้ ส่วน วีนัม แทนประเทศเวียดนามนั่นเอง ซึ่งโววีนัมถูกคิดค้นขึ้นในสมัยที่ประเทศนี้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เพื่อให้ชาวเวียดนามได้มีศิลปะการป้องกันตัว ไว้ป้องกันตัวเองเวลาถูกข่มเหงรังแก มีความเข้มแข็ง และเมื่อเวลาผ่านไป กีฬาโววีนัมก็ถูกยอมรับในวงกว้าง ทั้งยังได้บรรจุลงในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ จนได้เผยแพร่ไปทั่วโลก ไม่แม้กระทั่งทางยุโรป

และไม่ง้ออุปกรณ์ใด ๆ เพราะระดับเบื้องต้นของ “โววีนัม” ขอแค่มือ ศอก เท้า เพราะโววีนัมถือเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ปราศจากอาวุธได้ มือคือหมัดไว้ต่อยระยะประชิด ศอกเปรียบดั่งโล่ป้องกันในยามศัตรูโจมตี ส่วนเท้าไว้เตะและรัดคอคู่ต่อสู้ เป็นการจู่โจมเข้าไป ทั้งมวยอ่อนและมวยแข็ง เหมือนหยินและหยาง ฝึกอบรมทั้งด้านจิตใจและกาย อีกทั้งเมื่อฝึกฝนไปจนชำนาญแล้ว สามารถมีเทคนิคผสานเข้ากับอาวุธต่าง ๆ อย่าง พัด ดาบ กระบอง เป็นต้น

“โววีนัม” กีฬาสร้างชาติ

                ในปีพ.ศ.2552 ได้มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาการกีฬาและโววีนัมขึ้นที่ประเทศเวียดนาม หน้าที่ของสถาบันนี้คือคอยกวดขันให้เด็กและเยาวชนที่หลงผิด หรือมีนิสัยเกเร ให้เป็นคนที่ดีขึ้น ผ่านทางการฝึกฝนให้อยู่ในกฎระเบียบ โดยมีตารางเวลาที่แน่ชัด มีการจัดการเรียนให้อย่างครบครัน และที่จะขาดไม่ได้เลยคือการฝึกฝนโววีนัม

                เนื่องจากเป็นสถานที่กวดขัน จึงมีความเข้มงวดสูงมากจนคล้ายคลึงกับระบบทหาร และเพราะเหล่าเยาวชนจะได้กลับบ้านไปหาพ่อแม่แค่เดือนละหนึ่งครั้งเท่านั้น ส่งผลให้มีเด็กหลายคนที่ขอออกจากโรงเรียนกลางคัน แต่เด็กอีกจำนวนหนึ่งก็ค้นพบว่าตัวเขาดีขึ้นได้เพราะโววีนัมและโรงเรียนแห่งนี้

                โววีนัมเป็นกีฬาที่ไม่เพียงแต่สอนให้ต่อสู้อย่างเดียว แต่ยังสอนให้จิตใจมีความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง อันเป็นรากฐานที่รัฐบาลเวียดนามต้องการปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นใหม่ ๆ มีสุขภาพแข็งแรง อีกทั้งมีจิตใจที่โดดเดี่ยว ไม่ถูกใครข่มเหงรังแก การบำบัดเยาวชนด้วยโววีนัมจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับอนาคตของชาติในรุ่นต่อ ๆ ไป เพราะเยาวชนถูกดึงขึ้นมาจากหลุมของอบายมุขทั้งหลาย เช่นยาเสพติด เหล้า บุหรี่ มาทุ่มเทแรงกายแรงใจให้โววีนัมซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติแทน ซึ่งนอกจากจะได้ศิลปะการป้องกันตัวไว้ติดตัวแล้ว ยังสร้างระเบียบวินัยให้ชีวิตอีกด้วย